วันพุธที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2552
วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
ความสุขหลากสี..

หากเปรียบความสุขเหมือนสี..
เราอาจจะให้นิยามสีแห่งความสุขของเราได้แตกต่างกัน..
มีหลายคนที่บอกว่า..
สีความสุขของเราเป็นสีขาว..
เพราะเป็นความสุขที่บริสุทธิ์ใจ..
อาจจะมีบางคนที่บอกว่า..
สีความสุขของเราเป็นสีแดง..
เพราะเป็นความสุขที่ต้องดิ้นรนต่อสู้..
แต่ก็มีอีกหลายคนที่บอกว่า..
สีความสุขของเราเป็นสีดำ..
เพราะความสุขที่ได้รับ..แลกมาด้วยความยากลำบาก..
และเกือบทุกคนที่มักจะบอกว่า..
สีความสุขของเราเป็นสีชมพู..
เพราะเป็นความสุขที่เกิดขึ้นจากความรัก..ความเอาใจใส่..
หากนิยามให้ครบทุก ๆ สีแห่งความสุข..
เราคงได้รับนิยามแห่งความสุขอย่างมากมาย..
แต่จะมีใครรู้บ้างไหมว่า..
หากเราเอาทุกสีที่มีอยู่บนโลกนี้..มาผสมรวมกัน..
เราจะได้สีแห่งความสุขเป็นสีอะไร ??
ลองทดสอบดู..
เราจะรู้ว่า..สีแห่งความสุข..
เมื่อนำมาผสมรวมกัน..
จะเป็นสีแห่งความสมดุลของธรรมชาติ..
ที่วางเปล่า..แบบไม่น่าเชื่อ..
สีแห่งความสุขของเราก็เช่นเดียวกัน..
หากเราลองรวบรวมประสบการณ์ต่าง ๆ ในชีวิต..
เหมือนกับการนำสีมาผสมรวมกัน..
สีแห่งประสบการณ์ชีวิตของคนเรา..
ก็มีทั้งสุขและทุกข์..คละเคล้าปะปนกันไป..
สีแห่งความสุข..
คือ..บทพิสูจน์ที่ว่า..
ความสุข..ความทุกข์..
เกิดจากการแต่งเติมสีภายในจิตใจของเรา..
เราจะปรุงแต่งอารมณ์..ความรู้สึกแบบใด..ลงไปในจิตใจ..
ใจของเรานั่นแหละ..ที่จะบอกเราได้ว่า..
เรามีความสุขหรือความทุกข์..
บทความ...โดย..ชายน้อย..
วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
ต้นกำเนิดความหมายของ...สวัสดี

ความหมาย ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน 2525 สวัสดี หมายถึงความดี ความงาม ความเจริญรุ่งเรือง คำทักทาย หรือพูดขึ้นเมื่อพบหรือจากกัน
สวัสดี ในส่วนที่นำมาใช้เป็นคำทักทายนั้น พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) ได้เล่าถึงต้นเหตุเดิมไว้ว่า เจ้าหน้าที่วิทยุกระจายเสียงได้ใช้คำ "ราตรีสวัสดิ์" ลงท้ายคำพูดเมื่อจบการกระจายเสียงตอนกลางคืน โดยอนุโลมตามคำว่า "กู๊ดไนต์" (Goodnight) ของอังกฤษ แต่มีผู้ไม่เห็นด้วย ทางสถานีวิทยุกระจายเสียง จึงขอให้กรรมการชำระปทานุกรมของกระทรวงธรรมการในสมัยนั้น ช่วยคิดหาคำให้ ตกลงได้คำว่า "สวัสดี" ไปใช้ และเมื่อ พ.ศ. 2476 พระยาอุปกิตศิลปสาร ได้นำไปเผยแพร่ให้นิสิต ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยใช้เป็นคำทักทายเมื่อพบกัน จึงได้แพร่หลายใช้กันต่อมา
ครั้นต่อมาในยุคบำรุงวัฒนธรรม เพื่อส่งเสริมความเจริญก้าวหน้าของชาติ รัฐบาลในสมัยนั้น ก็เห็นชอบกับการใช้คำว่า "สวัสดี" ในโอกาสแรกที่ได้พบกัน ได้มอบให้กรมโฆษณาการ (กรมประชาสัมพันธ์ในปัจจุบัน) ออกข่าวประกาศเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2486 ดังต่อไปนี้ (ตัวสะกดและการันต์ในสมัยนั้น)
ด้วยพนะท่านนายกรัฐมนตรี ได้พิจารนาเห็นว่า เพื่อเปนการส่งเสริมเกียรติแก่ตนและแก่ชาติ ให้สมกับที่เราได้รับความยกย่องว่า คนไทยเปนอารยะชน คำพูดจึงเปนสิ่งหนึ่งที่สแดงภูมิของจิตใจว่าสูงต่ำเพียงใด ฉะนั้นจึงมีคำสั่งให้กำชับ บันดาข้าราชการทุกคนกล่าวคำ "สวัสดี" ต่อกันไนโอกาสที่พบกันครั้งแรกของวัน เพื่อเป็นการผูกไมตรีต่อกัน และฝึกนิสัยไห้กล่าวแต่คำที่เปนมงคล ว่าอะไรว่าตามกัน กับขอไห้ข้าราชการช่วยแนะนำ แก่ผู้ที่อยู่ไนครอบครัวของตนไห้รู้จักกล่าวคำ "สวัสดี" เช่นเดียวกันด้วย นี่เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า ทางราชการในสมัยนั้นได้กำหนดให้ใช้คำว่าสวัสดี ไว้แล้วตั้งแต่ พ.ศ.2486
แต่ปัจจุบันนี้เยาวชนไทย เมื่อพบกันแทนที่จะใช้คำว่า "สวัสดี" กลับนำเอาคำผรุสวาทมาใช้แทน ซึ่งล้วนแต่ไม่เป็นมงคลแก่ตนเองทั้งสิ้น นับเป็นความเสื่อมทางวัฒนธรรมด้านภาษา และจิตใจอย่างมากที่สุด
ในปัจจุบันนี้มีชาวต่างประเทศมาเที่ยวเมืองไทยจำนวนมาก ได้พยายามยกมือไหว้และกล่าวคำว่า "สวัสดี-Sawasdee" เพราะเข้าใจวัฒนธรรมของไทยดีขึ้น นับเป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมไทยได้ประการหนึ่ง
คำว่า สวัสดี ได้แพร่หลายออกไปอย่างกว้างขวาง จนกลายเป็นคำของ "ชาตินิยม" เป็นวัฒนธรรม อันหยั่งรากฝังลึกลงในจิตใจของชาวไทยทั้งประเทศ อากัปกิริยาของการ "สวัสดี" ผนวกกับ ความมีน้ำใจไมตรีของคนไทย และรอยยิ้มแห่งมิตรภาพ ทำให้คำว่า "สวัสดี" เป็นคำที่มีความหมายมากมายนัก
คนไทยควรจะมาร่วมกันดำรงความเป็น "ไทย" ด้วยรอยยิ้มแจ่มใสและคำทักทาย "สวัสดีค่ะ" "สวัสดีครับ"
ข้อมูลและภาพประกอบจาก
ข่าวโดย : กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม
มหัศจรรย์สมุนไพรไทย ต้านโรคคนเมืองอยู่หมัด

คนสมัยนี้เป็นอะไรนิดหน่อยก็ชอบกินยา แถมยังเชื่อผิดๆว่า อยากมีสุขภาพดีชีวิตยืนยาว ต้องโด๊ปอาหารเสริม และวิตามินเยอะๆ เจ้าแม่วงการอาหารเมืองไทย “คุณหรีด-รพีพรรณ เหลืองอร่ามรัตน์” ยืนยันจากประสบการณ์ทั้งชีวิตว่า ในโลกนี้ไม่มีอะไรจะมหัศจรรย์เท่ากับสมุนไพรไทย…เชื่อคุณหรีด!! ทั้งราคาถูก ปลูก เองก็ง่าย และเป็นยาสามัญประจำบ้าน ที่ต้านโรคภัยได้สารพัดนึก
โรคมะเร็ง
ถือเป็นโรคร้ายที่คร่าชีวิตคนไทยสูงเป็นอันดับสาม รองจากโรคหัวใจ และอุบัติเหตุ เกิดได้จากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นกรรมพันธุ์, ความบกพร่องทางพันธุกรรม, สิ่งแวดล้อม, อาหาร รวมถึงความเครียด และการใช้ ชีวิตเร่งรีบของคนเมือง “มะเร็ง” กลัวสมุนไพรไทย อยู่หลายตัวค่ะ เพราะมีสารอาหารต้านโรคร้ายได้น่าทึ่ง ใครอยากห่างไกลมะเร็ง แนะนำให้ทาน กระเทียม และผักจำพวกหอม ซึ่งอุดมด้วยซัลเฟอร์ ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันต้านทานมะเร็งโดยธรรมชาติ ขณะที่ ผักจำพวกกะหล่ำปลี มีสารต้านทานมะเร็งในลำไส้ และช่วยต้านมะเร็งต่อมลูกหมาก ส่วน ขมิ้นขาวและขมิ้นชัน นอกจากจะมีสรรพคุณขับลมในลำไส้แล้ว ยังมีสารช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ด้วย สำหรับสาวๆควรทาน ผลไม้จำพวกส้ม เป็นประจำ เพราะช่วยล้างสารก่อมะเร็ง และยับยั้งเซลล์มะเร็งเต้านม
แพทย์ทางเลือกยังได้ค้นพบความมหัศจรรย์ของ มะรุม สมุนไพรไทยแท้ๆ ว่ากันว่า หากทานอย่างสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง โดยคนเฒ่าคนแก่นิยมกินมะรุมช่วงต้นฤดูหนาว เพราะเป็นช่วงที่ฝักมะรุมหาได้ง่าย วิธีทานมีทั้งการนำช่อดอกมะรุมไปดองเก็บไว้กินกับน้ำพริก หรือนำยอดมะรุม, ใบอ่อน, ช่อดอก และฝักอ่อนมาลวก หรือต้มให้สุก จิ้มทานกับน้ำพริก หรือจะใช้ยอดอ่อนและช่อดอกทำแกงส้ม ก็อร่อยดี มีประโยชน์ ยังมีการวิจัยด้วยว่า คนที่ทำคีโมรักษามะเร็งควรดื่มน้ำมะรุม ช่วยลดอาการแพ้รังสีได้ดี
โรคเบาหวาน
คนอ้วน คือกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวาน อาการบ่งชี้ ได้แก่ มีปริมาณกลูโคสในเลือดสูง เนื่องจากความผิดปกติในการทำงานของอินซูลิน, ปัสสาวะบ่อย, กระหายน้ำรุนแรง, น้ำหนักลด, อ่อนเพลีย, อยากอาหารมากกว่าปกติ, ติดเชื้อง่าย, มีอาการแทรกซ้อนจากโรคหลอดเลือดหัวใจ, โรคไต และมีปัญหาทางสายตา การรักษาโรคเบาหวานอย่างได้ผล ต้องทำควบคู่กับการวางแผนทางโภชนาการค่ะ โดยสมุนไพรไทยที่มีฤทธิ์ต้านเบาหวาน มีอาทิ มะแว้งเครือ และมะแว้งต้น ช่วยรักษาโรคเบาหวาน, บำรุงเลือด และขับปัสสาวะ รวมทั้งรักษาโรคไต ฟักทอง ช่วยป้องกันมะเร็งในปอด, ป้องกันเบาหวาน และคุมน้ำตาลในเลือด ตำลึง มีสรรพคุณเป็นยาดับพิษภายในร่างกาย, ลดอาการไข้ และเป็นยาระบายอ่อนๆ ผลดิบของตำลึงนำมาปรุงเป็นอาหารช่วยรักษาเบาหวานได้ ผักบุ้ง ไม่ได้ทำให้ตาหวานอย่างเดียว แต่ยังบำรุงกระดูก, ลดไข้และแก้เบาหวาน ส่วน มะระขี้นก เชื่อว่าช่วยบำรุงน้ำดี, แก้โรคตับอักเสบ และป้องกันโรคเบาหวาน แม้แต่ มะรุม ก็มีสรรพคุณในการรักษาโรคเบาหวานด้วยเช่นกัน
โรคอ้วน
คนอ้วนมีความเสี่ยงเป็นโรคสารพัด ทั้งเบา-หวาน, มะเร็ง, ความดันโลหิตสูง, หัวใจ และโรคข้ออักเสบ การลดน้ำหนักที่ได้ผลที่สุดสำหรับคนอ้วน คือ ต้องทำค่อยเป็นค่อยไป นอกจากจะจำกัดปริมาณอาหาร, หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และออกกำลังกายสม่ำเสมอแล้ว การเลือกทานสมุน ไพรเพื่อกระตุ้นระบบเผาผลาญพลังงานในร่างกาย ก็เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์พิชิตโรคอ้วน ควรทาน แมงลัก เพื่อช่วยดูดซึมน้ำตาลในเส้นเลือด ทำให้ขับถ่ายสะดวก และลดน้ำหนักได้หลายกิโล ส่วน กระเจี๊ยบมอญ ลดความดันโลหิต, รักษาโรคกระเพาะ และเป็นยาระบายชั้นดี แตงโม เป็นยาระบายอ่อนๆ น้ำแตงโมปั่นยังช่วยล้างลำไส้และกระเพาะอาหาร มะละกอ ลดอาการท้องอืดท้องเฟ้อ เป็นยาระบาย และ มะม่วงสุก ระบายของเสียภายในได้ดี ช่วยแก้อ่อนเพลีย
โรคเครียด
ความเครียดถือเป็นตัวการให้เกิดโรคร้ายนับไม่ถ้วน ยิ่งภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้ บอกได้คำเดียวว่า ใครไม่เครียดก็บ้าแล้ว!! สมุนไพรไทยที่ช่วยลดความเครียดและทำให้ นอนหลับสบาย คือ สายบัว ช่วยลดอาการเกร็งของลำไส้ และกระเพาะลดความ เครียดทางสมอง กะหล่ำปลี ช่วยลดความเครียด มีสารต้านทานมะเร็งในลำไส้ ขี้เหล็ก แก้นิ่วในไต ทำลายเชื้อมะเร็ง เป็นยานอนหลับชั้นดี ใบบัวบก แก้ร้อนใน ทำให้ความจำดี ช่วยลดความเครียด ฟ้าทะลายโจร แก้อาการปวดหัวแบบไม่มีสาเหตุ มะนาวมะกรูด ช่วยให้ นอนหลับ บรรเทาอาการอาหารไม่ ย่อย และ พริกไทย ทำให้สมองปลอดโปร่ง ช่วยลดเครียดได้ผลดี
โรคภูมิแพ้
เป็นโรคที่เกิดจากปฏิกิริยาภูมิไวเกินไปต่อสารก่อภูมิแพ้ ซึ่งคนปกติอาจไม่มีปฏิกิริยานี้เกิดขึ้น คนที่เป็นโรคภูมิแพ้ มีทั้งแพ้ฝุ่น, ตัวไรฝุ่น, เชื้อราในอากาศ, อาหาร, ขนสัตว์, เกสรดอกไม้ อาการมีได้หลายแบบ ตั้งแต่น้ำมูกไหล, จาม, โพรงจมูกอักเสบ, เยื่อบุตาอักเสบ, หลอดลมอักเสบ, หอบหืด และเกิดผื่นคันที่ผิวหนัง การต่อสู้กับโรคภูมิแพ้ จะต้องเพิ่มภูมิคุ้นกันให้ร่างกาย โดยสมุนไพรไทยที่มีสรรพคุณด้านนี้ ต้องยกให้ กะหล่ำดอก บำรุงภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง และป้องกันโรคมะเร็งเต้านม ขณะที่ ขึ้นฉ่าย มีสรรพคุณช่วยให้เจริญอาหาร, เพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย, บำรุงไตให้แข็งแรง ถ้านำมาปั่นกับแครอท ผสมน้ำส้มดื่มทุกเช้า จะช่วยให้สุขภาพดีเหลือเชื่อ
วันพุธที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
ประโยคเสี่ยวๆ + SMS โดนใจ ใครชอบส่ง SMS จัดให้ครับ

-เธอไม่ต้องใช้กบเหลาดินสอหรอกนะ เพราะคำพูดและหน้าตาของเธอแหลม พอที่จะแทงให้ใจฉันอ่อนยวบแล้ว
-เฮ้อออ เรามีแต่พาสเวิดเข้าสู่อินเตอร์เนต แต่ไม่มีเอคเซสเข้าสู่หัวใจเธอเลย
-ใช่สิ ฉันมันคนไร้หัวใจ ก็เธอเอาหัวใจฉันไปหมดแล้วนี่
- ถ้าเธอเป็นโคลน ฉันจะเป็นค ว า ย..............จะได้จมปลักรักเธอตลอดไป...
-เดินดีๆ นะน้อง.......ระวังจะสะดุดรักพี่ละ
-ช่วงนี้กำลังเบลอๆนะ...........เบลอว่ารักแถบ--แบบว่ารักเทอ
-พบเธอทีไรก็เจอทุกทีเลย..............เจอละไม--ใจละเมอ
-ฉันเป็นโรคไตระยะสุดท้าย...........ไตหาหัวจาม--ตามหาหัวใจ
-ใช่ฉันมันคนหลายใจ..................แต่รู้ไหมทุกใจมีแต่เธอคนเดียว
-โอ๊ย เจ็บคออ่ะ....................ก็ความรักมันค้ำคอ
-โอ๊ย เราเดินตกหลุมอ่ะ...........ตกหลุมรัก
- ไกลเกินไปหา จะโทร ก็ไม่กล้า ใจไม่ถึง เลยmsgมา บอกซึ้งๆ คิดถึงนะ
- รักษาศีล ได้ครบ5ข้อ แต่รักษาใจไว้ ไม่ได้เพราะ ให้เธอไปหมดทั้งใจ
- ฟ้าเปลี่ยนสี นทีเปลี่ยนสาย วันเวลา เปลี่ยนไป แต่ใจ ไม่เปลี่ยนแปลง
- มีรักมาให้ มีใจมาฝาก แต่หอบมา ลำบาก เพราะมัน มากเหลือเกิน
- ใครบอก.. คิดถึงเธอ แค่อยากเจอหน้า นิดนึงก้ยังดีเท่านั้น
- โอมเพี้ยง ใครอ่าน ขอให้น่ารัก เฮ้ย ทำไม ไม่ศักดิ์สิทธิ์
- แหม... ดังนิดดังหน่อย .. ทำเป็นยก ขึ้นมากดดู เลยนะ
- ขอกอด ก็ไม่ยอม ขอหอม ก็ไม่ให้ ขอแค่คิดถึง ได้มั้ยตอบที
- ถึง MSG จะ ถูกลบใน3นาที แต่ความ คิดถึงนี้ จะคงอยู่ ตลอดไป
- เกลียดก็ไม่ใช่ ชอบก็ไม่เชิง สรุปแบบเขินๆ "รักนะ"
- หลงทาง ยังหาเจอ แต่หลงเธอ มีแต่เสียคน
- คิดถึงทั้งวัน วันละ3หน คิดถึง คนหลายคน ไม่ได้คิดถึง เธอคนเดียว
- ไปเที่ยวที่บ้านพี่ใหม่จ๊ะ บ้านพี่มีฟาร์มด้วยนะเออ ก้อฟาร์มรักที่พร้อมจะมอบให้กับตัวเองไง
-ขอมือหน่อย เพื่อคอยประคองดวงใจพี่
- อากาศข้างนอกจะร้อนแค่ไหน คงไม่เท่าร้อนรุ่มในหัวใจ ทุกครั้งที่ใกล้เธอ...
- เป็นยาแดง ถ้าเธอล้ม เป็นพารา ถ้ามีไข้ เป็นชวนป๋วย ถ้าเธอไอ ไอเลิฟ ยู ( I Love You )
-เมื่อเช้าไปดื่มน้ำอัดลมมา อยากจะมาเรอให้ฟัง เรอทักรักเธอ
-wereiixxx]kl;p อ่านออกไหม๊นี่คิอ ภาษา *ใจ* ต้องใช้ใจอ่านค่ะ
-ไม่ใช่เด็กหงส์ เด็กผีหรือเด็กโจ๋ เป็นแค่เด็กโง่ ๆที่รักเธอ
-จ๊ะเอ๋ นี่แหน่จับตัวได้แว้วคนขโมยหัวใจเค้าไป
-รูปไม่หล่อ พ่อไม่รวย สวยไม่แล แต่ที่แน่ๆแพ้หัวใจเธอ เพ้อทุกวัน ฝันถึงเธอ ละเมอทุกคืน
-ผมเห็นคุณโหนรถเมล์มานานไม่ได้นั่งซะที มานั่งในหัวใจผมดิฮะ ยังว่าง
-เธอเปรียบเหมือนกาแฟเบอร์ดี้ไม่ใช่ที่สีผิวหรอกนะ แต่เธอคือ 1 ในใจ
-มองดีๆน่ะน้อง ระวังใจพี่จะไปวิ่งในใจเธอ
- อุ๊ย! น๊อตหลุด......แต่ฉันจะไม่หยุดรักเธอ
-จะไปตลาดซื้อขนม แต่ต้องไปซื้อยาดม เพราะเป็นลม..คิดถึงเธอออออออออ
-ถ้าเธอรู้สึกว่าช่วงนี้น้ำหนักขึ้นก็ไม่ต้องตกใจนะ...เพราะว่าชั้นเอาใจไปฝากไว้ที่เธอเองแหละ
-ช่วยหันอีกข้างได้ไหมครับ ผมไม่อยากรักคุณข้างเดียวนะครับ
-กินข้าวรึยัง ระวังเป็นโรคกระเพาะนะ ตอนนี้เราก็เป็นอยู่ กะ-เพาะ(ก็เพราะ) เรารักเธอไง
-รู้สึกหน้าอกเริ่มเล็กไป เพราะแอบปันใจให้เธอ!!
อะไรคือสิ่งที่คุณภูมิใจที่สุดในชีวิต

ถ้าไม่อีโก้สูงจนเกินไป หลายคนคงไม่ได้นึกถึงข้อดีของตัวเองเท่าไหร่
ยิ่งความสำเร็จหรือความภาคภูมิในชีวิต ถ้าเทียบกับคนอื่นแล้ว ของเราอาจจะดูเล็กไปเลย
แต่เชื่อเถอะว่า เราทุกคนควรความภาคภูมิใจในตัวเอง(ทั้งที่เปิดเผย หรือรู้กันถ้วนหน้า)
เพื่อให้สามารถทำอะไรๆได้อย่างมีความมั่นใจ
เพราะงั้น เล่าออกมาเถอะครับ
จะภูมิใจที่เรียนจบ(สักที)
ภูมิใจที่เคยช่วยชีวิตคน
ภูมิใจที่ได้ไปเที่ยวในที่ๆอยากไป
ภูมิใจที่ได้ทำงานที่ชอบ
ภูมิใจที่ได้รักใครสักคน
ภูมิใจที่สอบได้ที่1
ภูมิใจที่แข่งกีฬาชนะ
หรือแม้แต่ภูมิใจที่มีครอบครัวที่ดี
ความภาคภูมิใจมันสำคัญนะครับ สำหรับชีวิตคน หลายคนที่พอเจอปัญหากับชีวิตไม่เท่าไหร่ก็คิดสั้น
(ถ้าตามข่าวดูมีทั้ง อดีตประธานาธิปดี ดร.จบปริญญาเอก ดารานักสแดง เด็กป.6 ฯ)
ส่วนหนึ่งก็เพราะขาด ความภาคภูมิใจ ในตนเอง
คุณล่ะ มีความภูมิใจอะไรในชีวิต ลองทบทวนดูนะครับ
ปล. ดีใจ กับ ภูมิใจต่างกันนะครับ ดีใจ เดี๋ยวเดียวก็หาย แต่ ภูมิใจ นี่อยู่ติดตัวกับเราไปนานเลย
Cody เด็กชายนักสู้ ผู้มีหลายขา

เด็กชายตัวน้อยชื่อ Cody Mccosland เด็กชาวอังกฤษ ผู้มีขาหลายคู่ เขาบ้าเล่นกีฬา แต่ก็เกิดมาโดยไม่มีกระดูกหัวเข่า ทำให้ต้องตัดขาท่อนล่างทิ้งตั้งแต่อายุ 15 เดือน วัยที่คนอื่นเดินเตาะแตะ แต่เขาเดินไม่ได้ แต่สองเดือนต่อมา เขาก็เริ่มหัดใช้ขาเทียมคู่แรก
กว่าจะมาเป็นเด็กชายสุขภาพดี หน้าเปื้อนยิ้มในวันนี้ Cody ผ่านอะไรๆมาเยอะ รวมทั้งช่วงหนึ่งของชีวิต ที่เขาต้องผ่าตัดหลายต่อหลายครั้ง จากปัญหาระบบภายในร่างกาย รวมทั้งต้องบำบัดอาการหายใจติดขัดและหอบหืด
"ใครที่กำลังท้อถอย ทั้งที่มีมือมีเท้าครบ อย่าทำตัวให้อาย Cody นะจ๊ะ"
ที่มาจาก Fw. Mail
เชียงใหม่เริ่งร่า เตรียมจัดฉลอง แพนด้าน้อย

ชาวจังหวัดเชียงใหม่ เตรียมจัดงานใหญ่ฉลอง”หมีแพนด้าน้อย” ผอ.สวนสัตว์ฯ เผย อีกประมาณ 3 เดือนเปิดให้ชมแพนด้าน้อยตัวจริง แต่ระยะนี้ให้ดูวงจรปิดไปก่อน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากหลินฮุ่ยตกลูกออกมาแบบกระทันหัน โดยเวลา 10.39 น.วานนี้ (27พ.ค.) แพนด้าหลินฮุ่ย ได้เบ่งลูกออกมา พร้อมคาบลูกไว้ในอ้อมกอด ซึ่งพฤติกรรมของหลินฮุ่ยแสดงให้เห็นว่าเลี้ยงลูกเป็น และมีสัญญาณการเป็นแม่ที่ดีถึงแม้ว่าจะเป็นท้องแรกก็ตาม
จากนั้นเวลา 19.00 น.วันเดียวกัน เจ้าหน้าที่สวนสัตว์เชียงใหม่นำลูกแพนด้าน้อยออกมาชั่งน้ำหนัก พร้อมกับวัดขนาดลำตัว โดยน้ำหนักตัว 230 กรัม ซึ่งหนักกว่ามาตรฐานปกติของลูกแพนด้า ที่มีน้ำหนักแรกเกิด 200 กรัม มีขนาดความยาวลำตัว 17.5 เซนติเมตร รอบหัว 10 เซนติเตร และรอบอก 17.5 เซนติเมตร เบื้องต้นคาดว่าน่าจะเป็นเพศเมีย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเช้าวันนี้ (28พ.ค.) นพ.ประเสริฐศักดิ์ บุญตระกูลพูลทวี หัวหน้าโครงการวิจัยและจัดแสดงแพนด้าแห่งประ เทศไทย ให้สัมภาษณ์รายการ “เช้าข่าวข้น คนข่าวเช้า” ทางโมเดิร์นไนน์ ทีวี ระบุว่าทีมแพทย์ยังหวังว่าจะได้แพนด้าน้อยตัวที่ 2 อยู่ ส่วนช่วงช่วงนั้น หลังหลินฮุ่ยตกลูก ไม่ยอมกินอะไรเลย ได้แต่มานั่งเฝ้ามองลูกเมียผ่านกรง
นาย ชูชาติ กีฬาแปง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ทางจังหวัดเชียงใหม่จะงานใหญ่เพื่อเฉลิมฉลองและรับขวัญแสดงความยินดีกับ สมาชิกใหม่คือหมีแพนด้าน้อย เพราะตลอด 6 ปีที่ผ่านมา “ช่วง ช่วง” และ “หลินฮุ่ย”
แพนด้าทั้งสองตัวได้สร้างชื่อเสียงให้แก่จังหวัดเชียงใหม่เป็นอย่างมาก และยังดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวจนเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก เมื่อแพนด้าทั้งสองให้กำเนิดลูก ทางจังหวัดต้องจัดงานฉลองยิ่งใหญ่ส่วนรายละเอียดคงต้องหารือกันอีกครั้ง
ด้าน นายธนภัทร พงษ์ภมร ผู้อำนวยการสวนสัตว์เชียงใหม่ กล่าวถึงการเปิดให้ชมแพนด้าน้อยว่า ต้องรออีกระยะหนึ่งก่อน ช่วงนี้จะให้นักท่องเที่ยวดูผ่านทีวีวงจรปิด เนื่องจากเกรงว่าแพนด้าจะเครียด โดยจะให้ชมผ่านวงจรปิดได้ตั้งแต่วันนี้ (28 พ.ค.) ส่วนการเปิดให้ดูตัวจริงคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือน
ส่วนการขอยืดระยะเวลาการส่งมอบแพนด้าน้อยคืนให้จีนตามสัญญาในเวลา 2 ปีนั้น นายโสภณ ดำนุ้ย ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์คงไปคุยกับทางจีนต่อไป สำหรับการจัดกิจกรรมต้อนรับสมาชิกใหม่นั้น ได้ให้สวนสัตว์ทุกแห่งขึ้นป้ายแสดงความยินดี และเปิดให้ประชาชนส่งการ์ดอวยพรมายังแพนด้าด้วย
ขอบคุณเนื้อหาข่าวจาก คมชัดลึก
คำถามกวน ๆ..^______^

1. มีชายคนหนึ่งเดินทางไปที่ทะเลแดง
ซึ่งทะเลแห่งนี้ถ้าโยนของลงไปของนั้นจะเปลี่ยนไป
เขาจึงโยนรองเท้าสีเขียวลงไป
ถามว่ารองเท้าจะเปลี่ยนเป็นอะไร
เฉลย รองเท้าเปียก
2. มีคน 100 คน ยืนบนหน้าผา อยากรู้ว่า คนที่เท่าไหร่จะตกหน้าผาตาย?
เฉลย คนที่9 (คนที่ก้าว)
3. ปลาอะไร ขี้เกียจ
เฉลย ปลาวาน(วานให้คนอื่นทำ ไม่ทำเอง)
4. พระบูชารุ่นใดห้ามแขวนอยู่บนคอพร้อมกัน
เฉลย พระนางพญา กับพระขุนแผน (เดี๋ยวถูกขุนแผนปล้ำ)
5. ล้างจานยังไงมือไม่เปียก?
เฉลย กินแล้วแช่ให้แม่ล้าง
6. ปลาอะไรคุมทะเล
เฉลย ปลาเก๋า
7. มดอะไรว่ายน้ำได้
เฉลย มดกะแดะอยากเป็นปลา
8. ครูอะไรทั้งชีวิตมีปากกาด้ามเดียว
เฉลย ครูวันเพ็ญ
10. ระฆังชาติใดดีที่สุด
เฉลย เบลเยี่ยม
11.พระอะไรหาเรื่องตาย
เฉลย พม่าแหกคุก
12. นัทมีเรีย , เสกโลโซ, เบริด ธงไชย ไปทัวคอร์นเสริตที่ต่างประเทศ
แล้วเกิดเครื่องบินตก แต่นัทมีเรียไม่เป็นอะไร แล้วนัทมีเรียจะช่วยใคร
เฉลย ช่วยเบริด ธงไชย เพราะเบริด ธงไชยร้องเพลงว่า “
จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน”
แต่เสกโลโซร้องเพลงว่า “ไม่ต้องห่วงฉัน “
13. อะไรเอ่ย ทำเพื่อวัดอย่างเดียวเลย ห้ามตอบว่าพระ
ตอบ ไม้บรรทัด
14. นกอะไรเอ่ยปากอยู่ใต้เท้า ปีกก็อยู่ใต้เท้า
เฉลย นกถูกเหยียบ
15. อะไรเย็นที่สุดในโลก
เฉลย (ของลับของผู้หญิง) เพราะแค่เห็นก็แข็งแล้ว
16. สมมติว่าคุณเป็นเจ้าของร้านอาหารร้านหนึ่ง ทั้งร้านมีโต๊ะอาหาร 4
โต๊ะโต๊ะหนึ่งโต๊ะสองเพิ่งสั่งอาหาร โต๊ะสามจ่ายเงินเเล้ว เเต่โต๊ะสี่เบี้ยวคุณจะทำอย่างไร
เฉลย จัดให้ตรง
17. กทม. ย่อมาจากอะไร
เฉลย กบ แท่ง มอส ไงในสามหนุ่มสามมุม
18. ปลาอะไรเอ่ยขี้เท่าเกาะ?
เฉลย ปลาเผาไง
19. โรคอะไรถูกที่สุด
เฉลย โรคระบาดไงคับ
20. สโนว์ไวท์ทำไมถึงไม่มีขี้มูก
เฉลย เพราะมีคนแคระทั้ง 7
21. ชีวิตอะไรเอ่ยวิ่งไปทดเลขไป
เฉลย ชีวิตรันทด
22. อะไรเอ่ย? ทำไมซาลาเปาถึงอาย
เฉลย เพราะขนมจีบ
23. ทำไม ยี่สิบลบสิบเท่ากับสิบห้า
เฉลย ตุ๊ดตอบ(ลองทำเสียงตุ๊ดดู)
24. ทำมัยบางคนถึงเจ็บหนังหัว
เฉลย เพราะผมหยิก...
25. คนเป็นเอดส์เพราะอะไร
เฉลย ตอบ คนมันซวย (ลองกลับคำ)
อย่ามองข้าม 'อาหารเช้า' มื้อสำคัญเพื่อสุขภาพที่ดี

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินได้ฟังคุณประโยชน์ของการรับประทานอาหารเช้ากันมาบ้างแล้ว แต่ก็ยังติดนิสัยชอบงดอาหารมื้อแรกของวันอยู่เป็นประจำ
วันนี้ลองหันมาทบทวนกันสักนิดดีกว่าว่างานศึกษาวิจัยก่อนหน้านี้เขาให้ความสำคัญกับอาหารเช้าไว้ อย่างไรบ้าง เผื่อจะได้ กลับมาคิดใหม่ว่าต้องเปลี่ยนนิสัยกันเสียที
จากข้อมูลของศูนย์การแพทย์รัทแลนด์ เรจินัล เมดิคอล เซ็นเตอร์ ในเวอร์มอนต์ ที่สหรัฐฯ สรุปได้ว่าอาหารเช้านั้นมีประโยชน์ต่อสุขภาพและสามารถช่วยให้เราจัดการควบคุมน้ำหนักได้อีกด้วย ได้ยินอย่างนี้แล้วพวกที่อยากควบคุมน้ำหนักต้องหูผึ่งแน่
ข้อความต่อไปนี้เป็นสิ่งที่งานวิจัยหลายชิ้นชี้ชัดว่า
• อาหารเช้ามีส่วนเชื่อมโยงทำให้มวลกายต่ำ (หรือน้ำหนักลด) ลงกว่าเดิม เมื่อเปรียบ เทียบกับคนที่งดอาหารเช้า
• อาหารเช้าช่วยลดปัจจัยเสี่ยงการเป็นโรคอ้วนลงพุงและภาวะตอบสนองต่ออินซูลินลดลง
• อาหารเช้ายังเป็นหนึ่งในหลายยุทธศาสตร์ ที่พิสูจน์แล้วว่าช่วยควบคุมการลดน้ำหนักได้ ในระยะยาว
• สำหรับเด็กวัยเรียน อาหารเช้าก็ยังแสดงให้เห็นว่าทำ ให้ได้ เกรดดีและมีพฤติกรรมที่ดี
เห็นมั้ยล่ะว่าอาหารเช้ามีข้อดีตั้งหลายอย่าง แล้วยังจะทิ้งอาหารเช้ากันลงคออีกหรือ.
ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือ
จังหวะและโอกาส

ชีวิตของคนเรา มีขึ้นและมีลง บางช่วงก็ตกต่ำ บางช่วงก็รุ่งโรจน์
บางคนเลยสรุปว่า ชีวิตของเราขึ้นอยู่กับดวง มีดวงกำกับอยู่
ที่จริงแล้วนั้น ขึ้นกับจังหวะชีวิต คือต้องดูให้ดี ๆ ดูจังหวะก้าว จังหวะถอย
สรุปคือ เราทำได้ ที่จริงแล้วชีวิตไม่ได้ขึ้นกับอะไร เพียงส่วนเดียวโดด ๆ
ไม่ได้ขึ้นกับสิ่งภายนอกทั้งหมด และไม่ได้ขึ้นกัยตัวเราเองทั้งหมด
แต่มันมีทั้ง สองอย่าง ร่วมกันไป แล้วแต่ว่าอย่างไรมากกว่ากัน
สิ่งสำคัญ เราต้องมีช่องและโอกาส ต้องเสาะหา ช่องทางใหม่ ๆ อยู่เสมอ
ต้องแสวงหา และฉวยโอกาส วิ่งเข้าหาโอกาสเสมอ
ไม่ต้องรอให้โอกาสลอยมาหาเรา
ของบางอย่างทำด้วยวิธีการอย่างหนึ่ง ได้ผลระดับหนึ่ง
แต่ทำด้วยอีกวิธี กลับได้ผลดีกว่า อย่างคาดไม่ถึง
ของบางอย่างอยู่กับบางคน เป็นของธรรมดา
แต่พอตกไปอยู่กับอีกคนหนึ่งนั้น ได้ผลลัพธ์ดีเลิศ
ลองมาดูเรื่องราวของชายหนุ่มคนหนึ่ง ดูว่าเขาทำอะไรกับ จังหวะชีวิต ช่องทาง หรือ โอกาสของเขาบ้าง
มีชาวแคว้นเช่งคนหนึ่ง ได้คิดปรุงยาป้องกันผิวหนังแตก ขนานหนึ่ง
มีสรรพคุณดีมาก ใครใช้ทามือทาเท้าในหน้าหนาว ผิวหนังก็จะไม่แตก
มีชายหนุ่มคนหนึ่งจากแคว้นอู่ ได้ทราบเรื่อง จึงรีบมาพบคนปรุงยานี้ เพื่อขอซื้อยา
และบอกคนปรุงยา ว่า ข้าพเจ้าขอซื้อยาของท่านด้วยเงิน 100 ตำลึง ท่านยินดีขายหรือไม่ ?
คนปรุงยา ตัดสินใจอยู่นาน เห็นว่า ก่อนนี้ขายยาได้ครั้งละไม่กีอัฐ
ถ้าตกลงขายได้เขาได้เงินมากกว่าหลายเท่า จึงได้ตกลงขายให้ทันที
เมื่อชายหนุ่มคนนี้ ซื้อยามาได้ ก็นำไปถวายให้พระราชา
โดยให้บรรดานักรบ ใช้ยาทาตามมือ และเท้า ในช่วงหน้าหนาว
เพื่อไม่ทำให้ผิวแตก และสามารถชนะชัยในการรบได้
ทำให้ชายหนุ่มนั้น ได้รับตำแหน่งเป็นขุนนาง และ ได้รับรางวัลเป็นเงินด้วย..
อ่านมาถึงนี้แล้ว เราท่านจึงต้องขวยขวายสร้างโอกาส และเตรียมพร้อมตลอดเวลา
เมื่อจังหวะและโอกาสเข้ามา ก็กระโจนและทุ่มเทให้เต็มกำลัง ความสามารถ
ถ้าไม่เตรียมพร้อม พอจังหวะเข้ามา ก็ต้องมานั่งเสียเวลา
กว่าจะได้ลงมือทำ ก็จะกลายเป็น “กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้ไฟ
ที่มา ทำดีดอทเน็ต
ใครยังไม่รู้จัก "ชิคุนกุนยา"

"โรคชิคุนกุนยา" (Chikungunya) หรือ "โรคไข้ปวดข้อยุงลาย" ไม่ใช่โรคใหม่อะไรหรอกค่ะ แต่เป็นโรคที่อุบัติขึ้นมานานแล้วตั้งแต่ปี ค.ศ.1955 (พ.ศ.2498) โดยมีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ทวีปแอฟริกา ก่อนจะแพร่ระบาดไปหลายๆ ประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยด้วย ซึ่งผู้ที่บรรยายลักษณะของโรคชิคุนกุนยาเป็นคนแรกคือ Marion Robinson และ W.H.R. Lumsden ในปี ค.ศ.1955 (พ.ศ.2498) ซึ่งก่อนหน้านั้น 3 ปี เกิดมีการระบาดของโรคในดินแดนที่ราบสูงมากอนดี พรมแดนระหว่างประเทศโมแซมบิก และแทนซาเนียในปัจจุบัน จากนั้นก็พบการระบาดของเชื้อชิคุนกุนยาเป็นครั้งคราวในทวีปแอฟริกา เอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
การแพร่เชื้อโรคชิคุนกุนยาในทวีปแอฟริกานั้น มี 2 วงจร คือ "วงจรชนบท" คน-ยุง-ลิง ซึ่งมีลิงบาร์บูน เป็นโฮสต์ โดยมีการระบาดเล็กๆ เป็นครั้งคราว ก่อนที่คนจะนำเชื้อชนิดนี้ออกมาสู่ชุมชนเมือง ทำให้เกิด "วงจรในเมือง" คน-ยุง กลายเป็นการแพร่ระบาดจากคนสู่คน โดยมียุงเป็นพาหะนั่นเอง
ส่วนการแพร่เชื้อชิคุนกุนยาในทวีปเอเชียต่างจากในทวีปแอฟริกา เนื่องจากวงจรที่พบคือ "วงจรในเมือง" มียุงลายเป็นพาหะนำเชื้อติดต่อไปสู่คนได้ รูปแบบคล้ายคลึงกับโรคติดเชื้อที่นำโดยยุงลายอื่นๆ ซึ่งอุบัติการของโรคเป็นไปตามการแพร่กระจาย และความชุกชุมของยุงลาย โดยเกิดการแพร่ระบาดในทวีปเอเชียครั้งแรกที่เมืองกัลกัตตา ประเทศอินเดีย ในปี ค.ศ.1963 (พ.ศ.2506) จากนั้นพบการระบาดเป็นครั้งคราว จนกระทั่งในปี ค.ศ. 2005 – ค.ศ.2006 (พ.ศ.2548 – พ.ศ.2549) พบการระบาดใหญ่ที่หมู่เกาะทางตอนใต้ของอินเดีย มีผู้เสียชีวิต 237 ราย และประชากรหนึ่งในสามติดเชื้อไวรัสชิคุนกุนยา
ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันเมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ.2006 (พ.ศ.2549) พบการระบาดของไวรัสชิคุนกุนยาในประเทศปากีสถาน ต่อมาในเดือนมกราคม ค.ศ. 2008 (พ.ศ.2551) พบการระบาดในประเทศสิงคโปร์ พบผู้ป่วย 10 ราย โดยทางการสิงคโปร์ได้ออกมาตราการเฝ้าระวังโรคอย่างใกล้ชิด ทางด้านประเทศมาเลเซียพบการระบาดของโรคชิคุนกุนยาในเดือนกันยายน ค.ศ.2008 (พ.ศ.2551) มีผู้ป่วย 1,975 ราย กว่าครึ่งอาศัยอยู่ในรัฐยะโฮร์ ส่วนใหญ่เป็นแรงงานที่มาจากประเทศอินเดีย และคนมาลาเซียที่เดินทางไปท่องเที่ยวประเทศอินเดีย
ในประเทศไทยพบมีการระบาดของโรคชิคุนกุนยา 7 ครั้ง ดังนี้
- ในปี พ.ศ.2531 (ค.ศ.1988)พบการระบาดที่จังหวัดสุรินทร์
- ในปี พ.ศ.2534 (ค.ศ.1991) พบการระบาดที่จังหวัดขอนแก่น และปราจีนบุรี
- ในปี พ.ศ. 2536 (ค.ศ.1993) มีการระบาด 3 ครั้งที่จังหวัดเลย นครศรีธรรมราช และหนองคาย
- ในปี พ.ศ.2551 (ค.ศ.2008) พบการระบาดที่จังหวัดนราธิวาส รายงานผู้ป่วยที่ตำบลละหาร อำเภอยี่งอ
ตั้งแต่เดือนกันยายน 2551 ถึงวันที่ 12 ตุลาคม 2551 พบรายงานผู้ป่วยรวมทั้งหมด 170 ราย ใน 2 จังหวัด คือนราธิวาส ใน 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอยี่งอ 99 ราย อำเภอเจาะไอร้อง 9 ราย และอำเภอแว้ง 44 ราย และพบที่ อำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานี จำนวน 18 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต
- ในปี พ.ศ. 2552(ค.ศ.2009) การแพร่ระบาดของโรคชิคุนกุนยาพบในจังหวัดพัทลุง
โดยสำรวจพบผู้ป่วยครั้งแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2552 กลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยสูงสุดคือระหว่าง 25-34 ปี อาชีพที่พบผู้ป่วยสูงสุดคือกลุ่มเกษตรกร นักเรียน นักศึกษา และอาชีพรับจ้าง อำเภอที่พบผู้ป่วยมากสุดคืออำเภอป่าพะยอม อำเภอกงหรา อำเภอเขาชัยสน และอำเภอเมือง ตามลำดับ โดยผู้ป่วยทั้งหมดได้เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลอำเภอนั้น ผู้ป่วยทุกรายอยู่ในอาการปลอดภัย นอกจากนี้ยังพบว่าอัตราการแพร่ระบาดเพิ่มมากขึ้นหลังมีผู้ป่วยเดินทางกลับจากรับจ้างกรีดยางพาราจากจังหวัดใกล้เคียง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2552 ถึงวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 พบผู้ป่วยโรคชิคุนกุนยาสะสมจำนวน 20,541 ราย ใน 23 จังหวัด ยังไม่พบผู้เสียชีวิต โดยพบผู้ป่วยจาก 7 จังหวัด ได้แก่ สุพรรณบุรี ตรัง พัทลุง ยะลา นราธิวาส และสตูล
ที่มาของชื่อไวรัสชิคุนกุนยา
ชื่อของเชื้อไวรัสชิคุนกุนยานั้น มาจากคำในภาษา Makonde ซึ่งเป็นภาษาของชนพื้นเมืองในแอฟริกาที่อาศัยอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศแทนซาเนีย และทางตอนเหนือของประเทศโมแซมบิก โดยรากศัพท์พื้นเมืองเดิมเรียกว่า kungunvala ซึ่งมีความหมายเป็นภาษาอังกฤษว่า "That which bends up" สอดคล้องกับลักษณะอาการปวดข้อของโรคนี้
สาเหตุของโรคชิคุนกุนยา
โรคชิคุนกุนยาเกิดจากเชื้อไวรัสชิคุนกุนยา (Chikungunya virus) ซึ่งเป็น RNA Virus จัดอยู่ใน genus alphavirus และ family Togaviridae ที่มียุงลายเป็นพาหะนำโรคที่สำคัญ ดังนั้นจึงมักพบการระบาดในช่วงฤดูฝนที่มีสภาพแวดล้อมเหมาะกับการเพาะพันธุ์ของยุงลาย ซึ่งเมื่อประชากรยุงเพิ่มขึ้น ทำให้มีการติดเชื้อในยุงลายมากขึ้น โดยพบโรคนี้ได้ในทุกกลุ่มอายุ ซึ่งต่างจากไข้เลือดออก และหัดเยอรมันที่ส่วนมากพบในผู้อายุน้อยกว่า 15 ปี
การติดต่อของโรคชิคุนกุนยา
การติดต่อของโรคชิคุนกุนยาเกิดขึ้นเมื่อยุงลายตัวเมียกัดและดูดเลือดผู้ป่วยที่อยู่ในระยะไข้สูง ซึ่งเป็นระยะที่มีไวรัสอยู่ในกระแสเลือด เชื้อไวรัสนั้นจะไปเพิ่มจำนวนมากขึ้นในตัวยุง และเมื่อยุงนั้นไปกัดคนอื่นต่อ ก็จะปล่อยเชื้อไปยังคนที่ถูกกัด ทำให้เกิดการติดเชื้อโรคชิคุนกุนยาได้
ทั้งนี้ โรคชิคุนกุนยามีระยะฟักตัว 1-12 วัน แต่ช่วง 2-3 วันจะพบบ่อยที่สุด ส่วนในช่วงวันที่ 2-4 วัน จะเป็นช่วงที่มีไข้สูง มีไวรัสอยู่ในกระแสเลือดมาก และสามารถติดต่อกันได้หากมียุงลายมากัดผู้ป่วยในช่วงนี้ และนำเชื้อไปแพร่ยังผู้อื่นต่อ
อาการของโรคชิคุนกุนยา
ผู้ที่เป็นโรคชิคุนกุนยาจะมีไข้สูงอย่างฉับพลัน ร่วมกับอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น มีผื่นแดงขึ้นตามร่างกาย ปวดกล้ามเนื้อ ปวดกระดูกหรือข้อ ปวดกระบอกตา หรือมีเลือดออกตามผิวหนัง และอาจมีอาการคันร่วมด้วย ซึ่งดูเผินๆ คล้ายกับโรคไข้เลือดออก หรือหัดเยอรมัน แต่จะไม่มีอาการรุนแรงจนถึงขั้นช็อก หรือเลือดออกมากเช่นโรคไข้เลือดออก
อย่างไรก็ตาม โรคชิคุนกุนยาสามารถเป็นได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ แต่ผู้ใหญ่จะมีอาการรุนแรงกว่า คือมักจะมีอาการปวดข้อทั้งข้อมือ ข้อเท้า และเป็นข้ออักเสบตามมาด้วย ซึ่งมักจะเปลี่ยนตำแหน่งที่ปวดไปเรื่อยๆ บางครั้งมีอาการรุนแรงมากจนขยับข้อไม่ได้ แต่จะหายภายใน 1-12 สัปดาห์ หรือบางคนอาจจะปวดเรื้อรังอยู่เป็นเดือนหรือเป็นปีก็ได้ และไม่พบผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงถึงช็อกจนเสียชีวิต
การรักษาและป้องกันโรคชิคุนกุนยา
ทุกวันนี้ยังไม่มีวัคซีนสำหรับการรักษาและป้องกันโรคชิคุนกุนยา ดังนั้นการรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการ เช่น หากเป็นไข้ก็ให้ยาลดไข้ หรือหากปวดข้อก็ให้พักผ่อนอย่างเพียงพอ เพื่อบรรเทาอาการเท่านั้น แต่ล่าสุดได้มีผลการศึกษาวิจัยพบว่า ยาคลอโรควิน (Chloroquin) สามารถบรรเทาอาการที่เกิดจากโรคชิคุนกุนยาได้ผลดีเช่นกัน ทั้งนี้ วิธีที่จะสามารถป้องกันโรคชิคุนกุนยาได้ดีที่สุดก็คือ การกำจัดยุงลายอันเป็นตัวพาหะนำโรค โดยต้องหมั่นตรวจดูแหล่งน้ำภายในบ้าน เช่น บ่อ กะละมัง ชาม โอ่งน้ำ ตุ่ม ฯลฯ ควรหาฝาปิดให้เรียบร้อยเพื่อป้องกันไม่ให้ยุงมาวางไข่ หรือให้ใส่ทรายอะเบทในอัตรา 1 กรัมต่อน้ำ 10 ลิตร ลงไปในน้ำก็จะสามารถป้องกันการวางไข่ของยุงลายได้ รวมทั้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาฉีดพ่นหมอกควันตามอาคารบ้านเรือนที่มีแหล่งน้ำขังอยู่ เพื่อเป็นการป้องกันและกำจัดลูกน้ำยุงลาย
นอกจากนี้ ตัวเราเองก็ต้องป้องกันไม่ให้ถูกยุงกัด โดยการทายากันยุง หรือใช้สารไล่ยุง และสวมเสื้อผ้าที่ป้องกันไม่ให้ยุงกัด รวมทั้งยังต้องเฝ้าสังเกตอาการของคนรอบข้างว่ามีอาการใกล้เคียงกับโรคชิคุนกุนยาหรือไม่ หากมีอาการคล้ายเคียงหรือต้องสงสัยให้รีบพาไปพบแพทย์โดยเร็ว
จะเห็นว่าแม้โรคชิคุนกุนยาจะไม่ทำอันตรายถึงชีวิต แต่ก็ทำให้คนป่วยได้รับความทุกข์ทรมาน และความรำคาญใจจากอาการปวดได้เช่นกัน ดังนั้นเราจึงควรป้องกัน และเตรียมพร้อมรับมือกับโรคชิคุนกุนยาไว้ก่อนจะดีที่สุดค่ะ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
- กระทรวงสาธารณสุข
- สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค
- สสส. , สสส.
- bangkokhealth.com
วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
10 อาชีพที่ไม่หวั่นเศรษฐกิจโลกแย่!

ท่ามกลางเศรษฐกิจถดถอย อัตราคนว่างงานพุ่งพรวดทั่วโลก แต่บางอาชีพในอเมริกา ประเทศซึ่งเป็นต้นตอวิกฤต "แฮมเบอร์เกอร์" กลับรอดพ้นวิกฤตครั้งนี้อย่างน่าอัศจรรย์ จนน่าอิจฉา
โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้ กระทรวงแรง งานประเทศสหรัฐอเมริกาเปิดเผยข้อมูลว่า จากเดือนก.พ.ปี 2008 ถึงก.พ.ปี 2009 เฉพาะในอเมริกามีประชากรในวัยทำงานว่างงานเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว คือ จาก 4.8 เป็น 8.1 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือเป็นตัวเลขคนว่างงานสูงที่สุดในรอบ 25 ปี โดยมีจำนวนคนตกงานสูงถึง 4.4 ล้านคน แต่กลับมี 10 อาชีพ ที่ไม่ได้รับผลกระทบเลยแม้แต่น้อย
คอลัมน์ "My, myself & career focus" โดย Dephne นิตยสาร "สุดสัปดาห์" ฉบับเดือนเม.ย. รวบรวมมาให้อ่านเพลิน ๆ ดังนี้
1.ศัลยแพทย์หัวใจและสมอง รายได้ต่อเดือน 181,850 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 6,428,000 บาท
2.ซีอีโอ รายได้ต่อเดือน 140,880 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 4,980,000 บาท
3.เอ็นจิเนียริ่งแมเนเจอร์ รายได้ต่อเดือน 140,210 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 4,956,000 บาท
4.นักบินพาณิชย์ รายได้ต่อเดือน 134,090 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 4,740,000 บาท
5.ทันตแพทย์ รายได้ต่อเดือน 132,660 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 110,590 บาท
6.ทนาย รายได้ต่อเดือน 110,590 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3,909,000 บาท
7.เจ้าหน้าที่ดูแลจราจรทางอากาศ รายได้ต่อเดือน 100,430 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3,550,000 บาท
8.ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ระบบงานคอมพิวเตอร์ รายได้ต่อเดือน 100,110 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3,538,000 บาท
9.ผู้จัดการฝ่ายการตลาด รายได้ต่อเดือน 100,020 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3,535,000 บาท
10.นักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม รายได้ต่อเดือน 97,560 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3,448,000 บาท
สำหรับบ้านเรา อัตราค่าจ้างขั้นต่ำต่อวัน จังหวัดที่มีค่าจ้างขั้นต่ำสูงที่สุดในประเทศ คือ กรุงเทพมหานคร ตัวเลขอยู่ที่ 203 บาท ขณะที่ จ.ชัยภูมิ เป็นจังหวัดที่ค่าจ้างขั้นต่ำน้อยที่สุดในประเทศ วันละ 148 บาท (สถิติล่าสุดเมื่อวันที่ 1 มิ.ย.2551 จากสำนักงานคณะกรรมการค่าจ้าง กระทรวงแรงงาน)
เทียบไม่ติดเลยกับอาชีพทำเงิน 10 อันดับของอเมริกา ประเทศซึ่งเป็นต้นตอของวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์แท้ ๆ !?!?
ขอขอบคุณข้อมูลโดย: หนังสือพิมพ์ข่าวสด
พระจันทร์สีรุ้ง บี้ + แอฟ จะเหมาะกันจริงมั้ย??

พระจันทร์สีรุ้ง บี้ + แอฟ จะเหมาะกันจริงมั้ย??
จ่อคิวรอเตรียมออนแอร์แล้ว สำหรับละคร ที่ฮิตตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มฉาย " พระจันทร์สีรุ้ง " ที่ได้สองพระนางระดับชั้นแนวหน้าของบ้านเรา อย่าง บี้ สุกฤษฎิ์ วิเศษแก้ว ประกบคู่กับ แอฟ-ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ แถมด้วยกระแสที่พูดกันมามากมายว่า สองพระนางนี้ จะเล่นได้เรียบเนียน ลื่นไหล เข้าขา กันได้มากน้อยแค่ไหน
แต่ถึงแม้จะมีกระแส วิพากษ์วิจารณ์มามากมาย หนุ่มบี้ ก็ไม่หวั่นไหว พร้อมยืนยันหนักแน่นว่า รับรองว่าแฟนคลับไม่มีทางผิดหวังชัวร์ และในขณะที่สาวแอ๊พ ต้องวิ่งเต้น ฝากเนื้อฝากตัว กับบรรดาแฟนคลับหนุ่มบี้ ชนิดที่เรียกว่า ถ้ารักบี้ ก็รับแอ๊ฟไว้ในดวงใจอีกคนด้วยนะค๊าาาาา
วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
ป้องกันก่อนถูก ฟ้าผ่า เรื่องง่าย ๆ ไม่ควรมองข้าม

ฤดูฝนเวียนผ่านเข้ามาอีกหน ดูเหมือนปีนี้ “ฟ้าแรงเอาเรื่อง”เพราะแค่เริ่มต้นฤดู ฟ้าก็ผ่าคร่าชีวิตมนุษย์ไปแล้วหลายคน ทำเอาพวกที่ชอบสาบานหนาว ๆ ร้อน ๆ กันเป็นแถว และเกิด คำถามมากมายถึง “สื่อล่อฟ้า” อย่าง ตะกรุด โทรศัพท์มือถือ ว่าผู้ที่มีไว้ครอบครองเสี่ยงต่อการ ถูกฟ้าผ่าหรือไม่ ?
จากอดีตที่ผ่านมาปรากฏการณ์ฟ้าผ่าก่อให้เกิดความเชื่อมากมาย เช่น โลกตะวันตกกล่าวถึงสายฟ้าคือ อาวุธของเทพซีอุส (Zeus) อันเป็นเจ้าแห่งเทพ ทั้งหมด ส่วนคนไทยมีเรื่องเล่าของยักษ์รามสูรและนางเมขลา ซึ่งนอกจากเรื่องเล่ามากมายแล้ว “ฟ้าผ่า” ยังส่งผลให้เกิดความ สูญเสียทรัพย์สินและชีวิตอีกด้วย
อ.คมสัน เพ็ชรรักษ์ อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงสื่อล่อฟ้าที่ทำให้คนได้รับผลกระทบว่า หากมองถึงวัตถุที่เป็นตัวทำให้ฟ้าผ่าใส่มนุษย์คือ วัตถุที่อยู่เหนือศีรษะขึ้นไป โดยเฉพาะสิ่งของเหล่านั้นมีลักษณะปลายแหลม เช่น ร่มที่ด้านปลายบนสุดเป็นเหล็กแหลมซึ่งเป็นตัวล่อให้ฟ้าผ่าได้เป็นอย่างดีหากอยู่ในที่โล่งแจ้ง
อย่างการที่ฟ้าผ่ามาบนตึกส่วนใหญ่สังเกตได้ว่า มักผ่าบริเวณส่วนที่เป็นมุมของตึก ซึ่งเสมือนสิ่งที่ล่อฟ้าผ่าได้เป็นอย่างดี ดังนั้นหาก คนที่อยู่บนตึกสูงไม่ควรขึ้นไปยืนบนดาดฟ้าในเวลาฝนตกเพราะอาจทำให้เกิดอันตรายได้
จากข่าวการเสียชีวิตของผู้สวมตะกรุดและผู้ที่ใช้โทรศัพท์มือถือ อ.คมสัน มองว่า ไม่น่าจะมีส่วนทำให้ฟ้าผ่าบุคคลดังกล่าวเพราะปกติสายฟ้าที่ผ่าลงมายังคนมักเกิดจากวัตถุที่อยู่เหนือศีรษะ ซึ่งการไปหลบฝนใต้ต้นไม้ใหญ่หรือใต้เสาไฟฟ้าในที่โล่งอาจเป็นต้นเหตุที่ทำให้เสียชีวิต ขณะเดียวกันการใช้โทรศัพท์มือถือค่อนข้างมีความเป็นไปได้น้อยในการเป็นสื่อล่อฟ้า เนื่องจากมีคลื่นความถี่ต่ำ แต่ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือเวลา ฝนตกอาจได้รับอันตรายจากแบตเตอรี่ระเบิด เพราะเมื่อน้ำฝนเข้าไปยังขั้วแบตจะทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจร ดังนั้นจากการศึกษาโลหะต่าง ๆ ไม่อาจเป็นวัตถุล่อฟ้าได้หากไม่อยู่เหนือศีรษะมนุษย์
“สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ คนส่วนใหญ่ที่ถูกฟ้าผ่ามักมีร่างกายที่เปียกเพราะการถูกฟ้าผ่าผู้ที่ได้รับอันตรายมีผลเหมือนการถูกไฟฟ้าช็อต ดังนั้นการที่ร่างกายเปียก ก็เป็นอีกตัวกระตุ้นให้กระแสไฟจากฟ้าผ่าคร่าชีวิตได้”
ด้านแนวทางป้องกันเพื่อให้ปลอดภัยจากฟ้าผ่า อ.คมสัน กล่าวว่า ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ใต้วัตถุที่มีความสูงในที่โล่ง เช่น เสาไฟฟ้า ตู้โทรศัพท์ ต้นไม้ใหญ่ เป็นต้น แต่หากหาที่กำบังมั่นคงไม่ได้ควรทำตัวให้ต่ำที่สุดโดยการนั่งยอง ๆ เก็บแขนและมือไว้บนตัก ไม่ควรหมอบหรือนอนราบไปกับพื้นเพราะหากฟ้าผ่ามาบริเวณใกล้เคียงน้ำบนพื้นอาจเป็นตัวนำกระแสไฟทำอันตรายได้
ส่วนอีกกรณีคือ การที่คนนั้นสวมใส่โลหะต่าง ๆ แล้วเกิดฟ้าผ่าบริเวณใกล้เคียง ส่งผลให้โลหะที่สวมอยู่หลอมละลายอาจเป็นสาเหตุให้เสียชีวิตได้ เช่น ที่ผ่านมามีผู้เคราะห์ร้ายสวมใส่ทองยืนอยู่บริเวณป้ายรถเมล์แล้วเกิดฟ้าผ่าบริเวณใกล้เคียง รัศมีความร้อนของสายฟ้าทำให้สร้อยทองที่สวมอยู่หลอมละลาย พอตรวจชันสูตรศพดูแล้วพบว่า เหตุจากการเสียชีวิตเกิดจากการได้รับความร้อนจากวัตถุบริเวณต้นคอ
พื้นที่เสี่ยงต่อการโดนฟ้าผ่าส่วนใหญ่เกิดบริเวณบนภูเขาสูง ที่ไม่มีต้นไม้ปกคลุมมาก และในกระท่อมซึ่งตั้งอยู่บริเวณสถานที่โล่งแจ้ง บริเวณเหล่านี้ประชาชนควรหลีกเลี่ยงเพื่อไม่ให้เกิดความ เสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน
อ.คมสัน กล่าวถึงการสังเกตฟ้าผ่าที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ว่า ฟ้าผ่า เกิดจากสายฟ้าที่วิ่งอยู่ในก้อนเมฆมีทั้งประจุ บวกและลบแลบออกมาเพื่อหาวัตถุเหนี่ยวนำบนพื้นโลก ซึ่ง ทำให้เกิดฟ้าผ่า สามารถแยกปรากฏการณ์ฟ้าผ่าได้ด้วยลักษณะดังนี้ 1.ฟ้าผ่าขึ้น สังเกตจากเส้นสายฟ้าที่ผ่าลงมามีลักษณะผ่าจากล่างขึ้นไปบน ส่วนใหญ่เกิดจากตึกที่มีขนาดสูง 2.ฟ้าผ่าจากบนลงล่าง ซึ่ง 80% มักเกิดในรูปแบบนี้ และมีอันตรายต่อมนุษย์ สามารถสังเกตจากเส้นฟ้าผ่า มีลักษณะจากบนลงมาล่าง ขณะเดียวกันหากเห็นกลุ่มก้อนเมฆ กำลังเคลื่อนตัวมายังบริเวณที่ ยืนอยู่ควรรีบหาที่กำบังเพราะเป็นอีกสัญญาณอันตราย
“อานุภาพของฟ้าผ่ามีกระแสไฟฟ้าที่สูง เทียบได้เท่ากับการผ่าหนึ่งครั้งสามารถทำให้หลอดไฟสว่างได้ถึง 2 นาที หากมนุษย์โดนโดยตรงมีโอกาสเสียชีวิตสูง แต่หากอยู่ในรัศมีอาจได้รับบาดเจ็บและหูหนวกได้”
ด้านคนที่ต้องขับรถขณะฟ้าผ่ามีโอกาสได้รับอันตรายน้อย เพราะเมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่านมาบนหลังคารถจะไหลลงไปยังพื้นดิน แต่ในบางรายที่ผู้โดยสารนั่งอยู่ในกระบะหลังกลางแจ้งย่อมทำให้เกิดอันตราย
อ.คมสัน กล่าวทิ้งท้ายว่า อยากให้ประชาชนทำตามคำ แนะนำอย่างเคร่งครัด เพราะหาก ประสบเคราะห์ร้ายเหล่านี้ย่อมไม่เป็นผลดีต่อตัวเอง ขณะเดียวกันต้องคอยสอดส่องดูแลบุตรหลานในช่วงที่ฝนตก เพราะเด็กหลายคนชอบออกไปเล่นน้ำฝนกลางแจ้ง
ดังนั้นหากทำความเข้าใจและรู้ถึงแนวทางแก้ไขจากการถูกฟ้าผ่า ย่อมเป็นผลดีต่อการดำรงชีวิตอย่างระมัดระวังจากภัยธรรมชาติ.
ปฐมพยาบาลเบื้องต้น... ช่วยชีวิตคนถูกฟ้าผ่า
การปฐมพยาบาลผู้ที่ถูกฟ้าผ่าคือ
1. หากหัวใจหยุดเต้น (ตรวจโดยเอาหูฟังที่หน้าอกหรือจับชีพจร) ให้ใช้วิธี “นวดหัวใจภายนอก” โดยเอามือกดตรงที่ตั้งหัวใจให้ยุบลงไป 3-4 เซนติเมตร เป็นจังหวะ ๆ เท่าจังหวะการเต้นของหัวใจ (ผู้ใหญ่วินาทีละ 1 ครั้ง เด็กเล็กวินาทีละ 2 ครั้ง) นวด 10-15 ครั้ง เอาหูแนบฟังครั้งหนึ่ง
2. หากไม่หายใจ (ตรวจโดยดูการขยายของซี่โครง และหน้าอก) ให้ใช้วิธีเป่าลมเข้าทางปากหรือทางจมูกของผู้ป่วย โดยการเป่าปาก จับผู้ป่วยนอนหงาย ใช้หัวแม่มือง้างปลายคางผู้ป่วยให้ปากอ้าออก หากมีเศษอาหารหรือวัสดุใด ๆ ให้ล้วงออกให้หมด แล้วจับศีรษะให้เงยหน้ามาก ๆ ผู้ช่วยเหลืออ้าปากแล้วประกบกับปากผู้ป่วยให้สนิท และเป่าลมเข้าไปอย่างแรงจนปอดผู้ป่วยขยายออก (ซี่โครงและหน้าอกพองขึ้น) แล้วปล่อยให้ลมหายใจของ ผู้ป่วยออกเอง แล้วเป่าอีก ทำเช่นนี้เป็นจังหวะ ๆ เท่ากับจังหวะหายใจปกติ (ผู้ใหญ่นาทีละ 12-15 ครั้ง เด็กเล็กนาทีละ 20-30 ครั้ง) ถ้าเป่าปากไม่ได้ให้ปิดปากผู้ป่วยแล้วเป่าเข้าทางจมูกแทน ถ้าผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้นและไม่หายใจด้วย ให้นวดหัวใจสลับกับการเป่าปาก ถ้ามีผู้ช่วยเหลือเพียงคนเดียวก็ให้เป่าปาก 2 ครั้ง สลับกับการนวดหัวใจ 15 ครั้ง หรือถ้ามีผู้ช่วยเหลือสองคน ก็ให้นวดหัวใจสลับกับการเป่าปากเป็นทำนองเดียวกัน โดยเป่าปาก 1 ครั้ง นวดหัวใจ 5 ครั้ง การปฐมพยาบาลนี้ ต้องรีบทำทันที หากช้าเกินกว่า 4-6 นาที โอกาสที่จะฟื้นมีน้อย ขณะพาส่งแพทย์ก็ควรทำการปฐมพยาบาลไปด้วยตลอดเวลา.
ศราวุธ ดีหมื่นไวย์
W 910i มือถือที่คุ้มค่าและคุ้มราคาที่สุดในยุคนี้

เปิดตัวครั้งแรก 14 มิถุนายน 2007 (สยามโฟนฯ)
ออกวางจำหน่าย ไตรมาสที่ 4 ปี 2007 (ตุลาคม 50)
ราคามือถือ 6,200 - 6,500 บาท
ข้อมูลตัวเครื่อง
ระบบ UMTS 2100/Quadband (GSM 850/900/1800/1900 MHz)
จอแสดงผล TFT-LCD 262,144 สี - 240 x 320 พิกเซล
ปุ่มควบคุม 5 ทิศทาง (5 ways Navi-Key)
- ปุ่มควบคุมเพลงด้านหน้า (Rewind, Play/Stop, Forward)
เสียงเรียกเข้า polyphonic (เครื่องดนตรี - ชิ้น)
- ระบบสั่น (Vibration in Phone)
หน่วยความจำ 40 MB (ตัวเครื่อง)
- การ์ดหน่วยความจำ M2 - Memory Stick Micro™
มี 2 สีให้เลือก (Colors) :
- แดง (Hearty Red), ดำ (Noble Black)
ระบบเชื่อมต่อ (Connectivity)
ส่งผ่านข้อมูล (Data Transfer)
- บลูทูธ 2.0 Bluetooth™ , USB 2.0
- รองรับชุดหูฟังสเตอริโอ (A2DP Bluetooth™ Stereo)
ใช้งานอินเตอร์เน็ต HTML/WAP 2.0 Browser
- รองรับ NetFront™ Web Browser
- รองรับ RSS Feeds
- โมเด็มในตัว (Build-In Modem)
รับ-ส่งข้อความ (Messaging)
- อีเมล์ Email (POP3/SMTP/IMAP4)
- MMS, EMS, SMS ผ่าน HSDPA, EDGE, GPRS
- ข้อความแชท (Instant Messaging)
รองรับ จาวาแอพลิเคชั่น - 3D Java MIDP 2.0
จุดเด่น (Feature)
กล้องดิจิตอล 2 ล้านพิกเซล (Digital camera)
- ขนาดภาพสูงสุด 1600x1200 พิกเซล (Image size)
- ซูมภาพดิจิตอล 2.5 เท่า (2.5x Digital zoom)
- อัพโหลดภาพใส่บล็อคส่วนตัว (Picture blogging)
กล้องตัวที่สอง รองรับ Video Call สนทนาแบบเห็นภาพ
บันทึกวีดีโอ ภาพเคลื่อนไหว (Video recording)
เครื่องเล่นเพลง, เครื่องเล่นวีดีโอ และวีดีโอสตรีมมิ่ง
- ฟังค์ชั่น Shake Control เขย่าเครื่องเพื่อเปลี่ยนเพลง
วิทยุ FM Radio RDS
บันทึกเสียง (Sound recorder) , แฮนด์ฟรีในตัว (Handsfree)
ปฏิทิน, เครื่องคิดเลข, จดบันทึก
นาฬิกาปลุก, นาฬิกาจับเวลา, นาฬิกานับถอยหลัง
Flight mode : ใช้งานเครื่องโดยไม่เปิดสัญญาณโทรศัพท์
การใช้งานของแบตเตอรี่
แบตเตอรี่มาตรฐาน Li-Ion - mAh (Standard Battery)
เปิดรอรับสาย - ชั่วโมง (Standby Time)
สนทนาต่อเนื่อง - ชั่วโมง (Talk Time)
อ่านซะ! จะได้หายโง่
เค้าบอกมางี้เหตุผลที่บอกเล่าเรื่องนี้ ก็เพื่อที่จะให้ทุกคนเลิกฟอร์เวิดเมลไร้สาระซะที 'มันน่ารำคาญมาก'ถ้าอยากรู้ว่าไร้สาระยังไงก็อ่านซะ ถ้าขี้เกียจก็อ่านหัวข้ออย่างเดียวก็ได้ถ้าไม่อยากให้มีเมลไร้สาระพวกนี้ในเมลเราอีกก็ช่วยกัน FWD กระทู้นี้ด้วยนะคะ
***************อ่านซะจะได้หายโง่****************
อันดับ10 - อีเมล์ลูกโซ่ ...ใช่แล้วครับทุกท่าน มันก็คือ จดหมายลูกโซ่ธรรมดานี่แหละ ที่ ส่งกันมาส่งแล้วส่งเล่าตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ยังจีบกันด้วยจดหมายรัก จนถึงยุคที่อินเตอร์เน็ตส่งข้อมูล 10 MB ต่อวินาทีได้แล้ว ก็ยังมีจดหมายแบบนี้อยู่บนโลกเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง แถมเนื้อหาก็ยังลอกมาจากต้น ฉบับอาจารย์วิจิตรธรรมโชติเมื่อ 30 ปีก่อนยังไงอย่างนั้น ช่างน่าภูมิใจจังที่เราสามารถอนุรักษ์มรดกของชาติได้เยี่ยมขนาดนี้ เนื้อหาก็จะประมาณว่าจดหมายฉบับนี้มีมนต์วิเศษ ส่งต่อ 20 คนจะโชคดี ถ้าไม่ส่งตายแน่ เหมือนอย่างนายสมชายสมหมายทหารอากาศอะไรทั้งหลายแหล่ ที่ตายแล้วตายอีกในหลักฐานอ้างอิงเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ ถ้าท่านอยากเป็นคนงมงายในยุคอินเตอร์เน็ตก็เชิญส่งต่อนะครับ แต่ถ้าอยากฉลาดขึ้นบ้างก็...ลบทิ้งเสียเถอะ อันดับ
9 - เจ้าแม่กวนอิมโชคดี + พระพิฆเนศโชคดี ... สมัยนี้เค้าเผยแพร่ความโชคดีบนอินเตอร์เน็ตแล้วครับท่านผู้อ่าน เมล์ประเภทนี้จะมีรูปเจ้าแม่กวนอิมหรือไม่ก็พระพิฆเนศที่ถ่ายมาจากไหนก็ไม่ รู้ รู้แต่มันเหมือนกันทุกฉบับเลย ดูเผินๆ บางคนอาจจะแย้งว่า คนส่งเค้าอยากให้คนได้รับโชคดีไง จะบอกว่าเนื้อหาหลักๆ เหมือนกับอันดับ 10 ไม่มีผิดเพี้ยนครับ แค่เปลี่ยนคำว่าโชคร้ายเป็นโชคดีเท่านั้น แถมยังขู่เหมือนเดิมว่าถ้าไม่ส่ง ซวยแน่ กร๊ากๆๆๆ บางเวอร์ชั่นดีหน่อยครับที่ไม่ได้ขู่มาด้วย แต่อยากจะบอกว่าการที่เราเช็คเมล์ แล้วพบเมล์จากเพื่อนๆ 10คน ต่างคนต่างส่งเมล์หัวข้อนี้มาเหมือนกันทุกคน เรียงเป็นตับในเมล์บ็อกซ์ของเรามันน่ารำคาญโว้ยยยยย
อันดับ 8 - ลูกผมป่วยเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว ... อันดับนี้จะว่าดีก็ดี จะว่าร้ายก็ร้าย คือดูเผินๆ แล้วผู้ส่งต้องการความช่วยเหลือแน่ๆ จึงมาโพสท์แบบนี้ บวกหน้าตาที่อยู่พร้อม แต่จะบอกว่าเมล์แบบนี้ ห้าปีผ่านไปก็ยังฟอร์เวิร์ดกันให้เกลื่อน คือ ถ้าลูกคุณป่วยเป็นมะเร็งและต้องการความช่วยเหลือด่วน แต่ยังรอคนใจดีอยู่ได้ตั้ง 5 ปีแบบนี้ ขอคาดการณ์ว่าร่างกายคงมีภูมิต้านทานดีขนาดหนักแล้วครับ ไม่ก็ตายไปเรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องฟอร์เวิร์ดต่อหรอก เพราะมีกรณีนึงที่มีคนลองติดต่อไปแล้วพบว่าเป็นเรื่องจริง แต่ทางต้นสายบอกว่าเป็นเรื่องเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ผลร้ายจากความใจดีของพวกเรานั่นเองที่เห็น แล้วสงสาร ฟอร์เวิร์ดไปเรื่อยๆ เผื่อจะเจอใครที่ใจบุญกว่า แต่บอกตามตรง เท่าที่เคยประสบมา คนฟอร์เวิร์ดจะไม่ให้ความช่วยเหลือ ส่วนคนช่วยเหลือจะไม่ฟอร์เวิร์ด ฮ่วย! ถึง ผู้ใดก็ตามที่ประสบปัญหาแนวๆ นี้ ขอแนะนำว่าอย่าส่งทางเมล์เลยครับ เพราะเมื่อมันเผยแพร่ในโลกไซเบอร์แล้ว มันค้างนาน และมันจะกระจายเป็นวงกว้างซึ่งไม่มีทางยับยั้งได้ แม้คุณจะได้ รับการช่วยเหลือแล้วคุณก็ยังอาจจะได้รับการติดต่อมาอีกต่อไปเป็น ปีๆ ทางที่ดีไปลงประกาศในหนังสือพิมพ์หรืออะไรทำนองนั้นดีกว่านะ
อันดับ 7 - ไม่ส่งต่อ ไม่มีแฟน ... ไม่รู้ว่าคนเราสมัยนี้กลัวการไม่มีแฟนมาก หรือไม่ก็ไม่มั่นใจในฝีมือการจีบของตัวเอง จึงส่งกันเป็นว่าเล่น เมล์ประเภทนี้จะขึ้นต้นด้วยข้อความดีๆ ภาพน่ารักๆ แต่ลงท้ายด้วยข้อความประมาณว่า ส่ง 1-5 คน จะโชคดีเล็กๆน้อย ส่ง 6-15 คน จะเจอเนื้อคู่ ส่ง 16-30 คน เนื้อคู่จะโทรมาหาใน 10 นาที (ดูมัน ยังกะโฆษณาทีวีไดเรคต์) และ ถ้าไม่ส่ง โสดตลอดชาติ ประมาณนี้เป็นต้น สังเกตว่ามีระดับความโชคดีให้เลือกด้วย ใครคิดว่าตัวเองโชคดีอยู่แล้วก็ส่งน้อยๆ ใครคิดว่าดวงซวยก็ส่งเยอะๆ อืม...เหมือนชิงโชคเลยเนอะ แต่รู้สึกส่งชิงโชครายการคุณปัญญาจะมีโอกาสมากกว่าซะอีกนะ อยากบอกว่า..แฟนถ้าจะมีมันก็คงจะมีเองแหละ ไม่เกี่ยวกับโชคลางบนเน็ตซะหน่อย
อันดับ 6 - กินชาเขียวเย็นเป็นอันตราย ... เมล์ประเภทนี้มีมาเป็นระยะๆ ตามแต่ว่าอะไรที่ฮิตในช่วงนั้น ช่วงแรกมันเป็นโค้ก กินโค้กแล้วอันตราย เอาตะปูแช่โค้ก 1 วัน ตะปูละลาย ต่อ มาก็เป็นชาเขียวเย็น กินแล้วไขมันจับ เพราะมันเย็น พิสูจน์ได้ด้วยการเทชาเขียวเย็นลงในชามก๋วยเตี๋ยว แล้วจะเห็นไขมันจับเป็นก้อน ปัดโธ่ เทอะไรเย็นๆ ลงน้ำซุป มันก็จับหมดแหละคุณ (ไม่เชื่อไปลองดูได้) หรือไม่ต้องเทน้ำอะไรหรอก เอาก๋วยเตี๋ยวไปแช่เย็น สักพักมันก็จับไขแล้ว เมล์แบบนี้จะใช้ข้อความเหมือนยกข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์มาอ้างซึ่ง ถ้าใครฉลาดๆ หน่อยก็จะจับผิดได้ว่ามันไม่เป็นจริง ส่วนใครโง่ๆ ก็...ฟอร์เวิร์ดต่อปายยย (ล่าสุดนี่รู้สึกจะเป็นโรตีบอยแล้วนะ มันอินเทรนด์ดีโว้ยคนเขียนเมล์แบบนี้)
อันดับ 5 - จุดจบประเทศไทย ... เขียนโดย นิติภูมิ เนาวรัตน์ ชายหนุ่มผู้มองเห็นประเทศอื่นดีกว่าเราในทุกด้าน ส่วนเมืองไทยนั้นกระจอก คอรัปชั่น เฮงซวย ล่มสลายแน่ๆ ถ้าไม่เชื่อกรู ไม่รู้มันเกิดมาเป็นคนไทยทำไมเหมือนกัน เมล์ชนิดนี้เนื้อหาเหมือนต้นฉบับเพราะลอกมา เนื้อหาจะเกี่ยวกับประเทศไทยในปี 2550 ที่จะถูกน้ำท่วม ภัยพิบัติ ฯลฯ สุดท้ายก็จะกลายเป็นเหมือนอาร์เจนติน่า ฯลฯ ดีเหมือนกันวงการฟุตบอลบ้านเราจะได้ไปบอลโลกซะที เมล์ แบบนี้จริงๆ ก็จัดว่ามีประโยชน์ เสียแต่ว่ามันทำให้เกิดความแตกแยกได้ง่าย หากผู้อ่านไม่มีวิจารณญาณ จริงๆ คือพวกเราได้แต่อ่านแล้วก็ส่ง ทำอะไรไม่ได้ นอกจากเกลียดคนที่ถูกอ้างถึงในเมล์ โดยไม่มีหลักฐาน อย่างอื่นประกอบการตัดสินใจเลย อีกอย่างคือ เมล์แบบเนี้ยไม่ต้องส่งหรอก ถ้าในปี 2550 มันจะเป็นอย่างที่อ้างจริงๆ ผู้เขียนเค้าก็มีหลักฐานการเขียนของเค้าอยู่แล้วแหละ ไม่ต้องส่งต่อเพียงเพื่อประกาศให้รู้ว่ากรูเก่งหรอก มันน่ารำคาญรู้มั้ย เพราะว่ามีเมล์เนื้อหานี้ในเมล์บ็อกซ์เกือบร้อยฉบับแล้ว
อันดับ 4 - ฟอร์เวิร์ดไป 18 คนแล้วกด Alt+F8 .... ไม่รู้ว่ามีที่มาตั้งแต่เมื่อไหร่ อาจเป็นเพราะโปรแกรมอีเมล์เมื่อสมัยสิบปีก่อนมีฟังก์ชั่น Atl+F8 ก็ได้ ปัจจุบันมันไม่มีใช้แล้ว แต่เมล์แบบนี้ก็อาศัยความอยากรู้ของผู้ส่ง มาทำให้มันถูกฟอร์เวิร์ดมาเรื่อยๆ นับสิบปีแล้ว (พูดตรงๆ ก็คือผมได้เมล์แบบนี้มาตั้งแต่เริ่มเล่นเน็ตเมื่อปี 2543 จนบัดนี้ก็ยังได้รับอยู่) เนื้อหาก็จะเป็นว่า มียายแกไปซื้ออาหารหมา อาหารแมว สุดท้ายก็ให้คนขายล้วงไปในกล่อง ถ้าอยากรู้ว่าในกล่องมีอะไร ให้ฟอร์เวิร์ดไป 18 คน แล้วกด Atl+F8 หรืออะไรทำนองนี้ ก็จะพบคำตอบ บางเมล์เล่นง่ายกว่านั้น ไม่ต้องอารัมภบทมาก มาถึงก็บอกให้ส่งเลย แล้วกดดูจะพบว่ามีอะไรเปลี่ยนไป ไม่ต้องส่งต่อนะครับ ขอร้อง เพราะตั้งแต่มันถูกส่งมาในโลกนี้ ยังไม่เคยมีใครสักคนรู้เลยว่ากด Atl+F8 แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ...จริงๆ อาจจะพบก็ได้ ...พบว่าตัวเอง>>โง่<<นั่นเอง
อันดับ 3 - รูปถ่ายวิญญาณ ชายผู้ล่วงลับ ... เมล์แบบนี้เอาความน่ากลัวเข้าว่า เริ่มจากบอกเล่าเรื่องราวของชายหนุ่มที่ไปเที่ยวป่า แล้วถ่ายรูปติดวิญญาณมา สองสามวันถัดมาเขาก็ตาย หากใครไม่อยากตาย ให้ส่งต่อ 10 คน มิฉะนั้นวิญญาณในรูปจะตามไปที่บ้าน ตบท้ายด้วยรูปถ่ายวิญญาณที่น่ากลัวก็จริง แต่รู้ว่าตัดต่อ เพราะไอ้ผีในรูปนั้น ไปเสิร์ชเวบผีเวบไหนมันก็มี (ใครไม่มี เชยมาก) เป็นรูปต้นแบบที่ถูกนำมาใช้ตัดต่อบ่อยที่สุด
อันดับ 2 - ยายมาหา ... อันนี้ยังเล่นกับความน่ากลัวไม่เลิก ด้วยการให้เด็กชายคนหนึ่ง เล่าเรื่องน่ากลัวเกี่ยวกับยายตัวเองจะมาเอาชีวิต แกเลยหาทางรอดด้วยการบอกว่าให้ไปเอาชีวิตคนอ่านเมล์นี้แทน ฉลาดมากหนุ่มน้อย ไม่ยักรู้ว่ายายเอ็งเล่นเน็ตเป็นด้วย เมล์นี้ยอมรับว่าน่ากลัวจริง แต่ก็ได้มาจนหายกลัวไปแล้ว ถ้ายายอยากได้วิญญาณจริง ไปหาวิญญาณเป็ดไก่ตามตลาดสดจะเจอเยอะกว่านะยายจ๋า วันนึงเป็นร้อยตัวเลย
อันดับ1 - ฮ็อตเมล์เก็บตัง ... มาแล้วครับ กับอันดับยอดฮิตที่สุดบนโลกมนุษย์ เมล์นี้มีเนื้อหาบอกว่า ทางฮ็อตเมล์จะทำการเก็บเงินผู้ใช้เมลล์ @hotmail โดยผู้ส่งเมล์จะให้พวกเราช่วยกันฟอร์เวิร์ดไปเยอะๆ เค้าจะได้สงสาร และยกเลิกการเก็บตัง ' เมลล์แบบนี้ก็ได้มาตั้งแต่เล่นเน็ตสมัยแรกๆ แล้วถ้ามันเป็นจริง ก็นับว่าฮ็อตเมล์ใจดีมาก จะเก็บตังมาตั้งหลายปีแล้ว ก็ไม่เก็บสักทีเพราะมีคนฟอร์เวิร์ดเยอะ ว่าแต่มันจะรู้ได้ไงวะว่ามีคนฟอร์เวิร์ดน่ะหืม? แรกๆ มันเป็นแค่ข้อความ ต่อมานี้ลงทุนทำแบนเนอร์ปลอมที่มีสัญลักษณ์ฮ็อตเมล์ให้ดูน่าเชื่อถือขึ้น ล่าสุดนี่สงสัยรู้ตัวว่าไม่ได้ผล เลยใส่เพิ่มลงไปในหัวข้อด้วยว่า 'คราวนี้เอาจริงแล้ว ฮ็อตเมล์จะเก็บตังเราแล้วล่ะ!' (มีการขู่ 555) เคยลองทำเมล์ปลอมแบบนี้เหมือนกัน เพื่อให้เลิกส่งเมล์สไตล์นี้ โดยการใช้เนื้อหาว่าฮ็อตเมล์ต้องเสียเงินนับร้อยล้านดอลล่าร์เพิ่อแก้คดีคน เข้าใจผิดว่าเขาจะเก็บตัง และประกาศจะจับตัวผู้ที่ส่งเมล์ที่ทำให้ทางเขาเสียหาย นั่นคือใครฟอร์เวิร์ดเมลล์แบบนั้นอีก จะถูกตามรอยมาถึงบ้านและถูกฟ้องข้อหาหมิ่นประมาทกันทุกคน ผลก็คือ FWD mail หัวข้อ 'ฮ็อตเมล์เก็บตัง' ก็ยังคงฮิตไม่เสื่อมคลาย เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า..คนเรากลัวไม่ได้ใช้ฮ็อตเมลล์ มากกว่ากลัวถูกจับซะอีก 555 ทั้งหมดนี้เขียนขึ้นมาก็เพื่ออยากจะประกาศให้โลกรู้ว่า เมล์เนื้อหาแบบเนี้ย มันไม่มีประโยชน์อะไรเลยนอกจากแสดงให้คนรู้วาคุณโง่ เชื่อในเรื่องเหลวไหล และเพิ่มเนื้อที่เมล์ขยะในเมลล์บ็อกซ์ของคนอื่นโดยใช่เหตุ แถมเมล์บางอันก็ยังปลูกฝังความเชื่อผิดๆ ซะอีก (เช่นเมล์ชาเขียวเย็นอันตราย) เป็นการโจมตีคู่แข่งทางการค้าได้โดยไม่ต้องเสียตังอะไรเลย ใช้ประโยชน์จากคนโง่ๆ ที่หลงเชื่อนั่นแหละ เลิกฟอร์เวิร์ดได้แล้ว เชื่อว่าใครที่เล่นเน็ตมาไม่ต่ำกว่า 1 ปี ก็เคยได้รับเมล์แบบนี้กันหมดแล้วล่ะ มาช่วยกันฟอร์เวิร์ดแต่เมล์เนื้อหาดีๆ มีคุณค่า อ่านแล้วถึงไม่ได้สาระก็ขอให้ได้ความสบายใจหน่อยเถอะนะ
* ปล. การ FWD กระทู้นี้ ไม่ทำให้ผลการเรียนคุณตกต่ำลง หรือทำให้คุณเป็นโสดตลอดชาติ มันไม่มีผลอะไรกับชีวิตคุณทั้งสิ้น นอกจากมีผลทำให้คนอื่นไม่ต้องได้รับเมล์ไร้สาระอีก ถ้าอ่านแล้วเก็บไว้คนเดียวก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าช่วยกัน FWD ก็จะทำให้คนอื่นหายโง่ได้ซะที
แล้วอีกสิบปีเราจะมาดูกันนะว่าเมล์นี้จะกลายเป็นหนึ่งใน 10 อันดับได้รึเปล่า คอยดูกันนะ! ^^
แล้วอีกสิบปีเราจะมาดูกันนะว่าเมล์นี้จะกลายเป็นหนึ่งใน 10 อันดับได้รึเปล่า คอยดูกันนะ! ^^
ข้อคิดในแง่ของธรรมะ ๑๐๐ ข้อ

ข้อคิดในแง่ของธรรมะ ๑๐๐ ข้อ
๑. จงทำดี อย่าหวังค่าตอบแทน ถึงแม้จะเป็นเพียงคำสรรเสริญก็ตาม
๑. จงทำดี อย่าหวังค่าตอบแทน ถึงแม้จะเป็นเพียงคำสรรเสริญก็ตาม
๒. จงทำดี ให้มันดี ถึงแม้ผลงานออกมาไม่ดี ก็ถือว่าเราทำดีที่สุดแล้ว
๓. จงทำดี แต่อย่าอวดดี เพราะทุกคนก็มีดีไม่เหมือนกัน
๔. อุปสัคมักจะเกิดขึ้นในขณะที่กำลังทำความดี ดีเหลือเกินหนี้สินเก่าจะได้หมดไป
๕. อุปสัคมักจะไม่เกิดขึ้นในขณะกำลังทำความชั่ว เพราะเป็นทางกู้หนี้สินใหม่เข้ามาแทน
๖. ทุก ๆ คนปรารถนาแต่สิ่งที่ดี ๆ แต่ไม่รู้จักการทำความดี
๗. ควรแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ อย่าพยายามแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ
๘. คนโง่ไม่มีความพยายามที่จะเข้าใจอะไรได้เลย ได้แต่เอะอะโวยวายว่า “ทำไมถึงเป็นแบบนี้ ทำไม ? ถึงต้องเป็นเรา ทำไม ? ทำไม ?
๙. ผู้ฉลาดในธรรม ยอมรับว่า “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” ซึ่งไม่มีอะไรที่น่าตกใจเลย เพราะเป็นเรื่องธรรมดา
๑๐. ชีวิตที่ไม่ขาดทุน คือการไม่เคยทำความชั่วเลย
๑๑. เพราะฉะนั้นคนเราเจอทั้งสุขและทุกข์ เพราะว่าทำทั้งดี ทำทั้งชั่ว
๑๒. การตามใจตัวเองอยู่เสมอ เป็นทางตันในการดำเนินชีวิต
๑๓. การขัดใจตัวเอง ก็คือการขัดเกลาหนทางให้ราบเรียบ
๑๔. ถ้าหากเราอยากให้คนอื่นมาเข้าใจหรือเอาใจในตัวเรา เหมือนกับว่าเรายังเป็นเด็กไร้เดียงสาไม่รู้จักเติบโตเลย
๑๕. เราพยายามที่จะเข้าใจคนอื่น มากกว่าที่จะให้คนอื่นมาเข้าใจ ตอนนี้ เรากำลังจะเป็นผู้ใหญ่แล้ว
๑๖. หลาย ๆ ชีวิต เดินสวนทางกันไปมาอยู่ในขณะนี้ มีทางดำเนินชีวิตไม่เหมือน และก็มีอุปสัคที่ไม่เหมือนกัน
๑๗. เราอย่าเข้าใจว่า มีความทุกข์มากกว่าคนอื่น คนอื่นมีความทุกข์มากกว่าเราก็ยังมี
๑๘. การร้องไห้เป็นการแสแสร้งที่แบบเนียนเหลือเกินในวัน เพราะพรุ่งนี้เราจะร้องเพลงก็ได้
๑๙. เพราะฉะนั้น เวลาเรามีความทุกข์ ก็อย่าเข้าใจว่า เรามีความทุกข์ เวลาเรามีความสุข ก็อย่าเข้าใจว่า เรามีความสุข ไม่เช่นนั้นเราต้องเป็นคนบ้า ร้องไห้บ้าง ร้องเพลงบ้าง ตามประสาคนบ้า
๒๐. คนอื่นจะให้ได้ดังใจเรานั้น ทุกอย่างไม่มีเลย เพียงแต่เรายอมรับเขา อยู่ในฐานะใดฐานะหนึ่งเท่านั้น
ธรรมวาทะ ศรีคูณ (ธ.วาทะ)

BLOOD THE LAST VAMPIRE ยัยตัวร้าย สายพันธุ์อมตะ
ชื่ออังกฤษ Blood : The Last Vampire
ชื่อไทย ยัยตัวร้าย สายพันธุ์อมตะ
ประเภทหนัง Adventure/ Thriller
ผู้กำกับ Chris Nahon
วันที่เข้าฉาย 04 June 2009
นักแสดง Gianna Jun, Masiela Lusha, Allison Miller, Liam Cunningham, JJ Feild, Koyuki, Michael Byrne, Colin Salmon, Andrew Pleavin, Larry Lamb
เรทภาพยนตร์ G (general audiences)
เรื่องย่อจากผลงานแอนิเมชั่นการประพันธ์ของนักเขียนชาวญี่ปุ่นชื่อดัง โอชิอิ มามุโระ เรื่องราวของ ซาย่า (จวน จี ฮุน) แวมไพร์สาวสวยออกตามล่าและทำลายล้างเหล่าภูต ผี ปีศาจ ทั้งมวลที่มีชีวิตมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ในประเทศญี่ปุ่นตามคำสั่งขององค์กรลับแห่งหนึ่งของรัฐบาล เธอได้รับการฝึกฝนวิชาการต่อสู้แบบพิเศษ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การล่าหัวปีศาจตนหนึ่ง ซึ่งเคยเป็นเพื่อนร่วมเรียนวิชาการต่อสู้ด้วยกัน ทว่าการปลิดชีพปีศาจตนนี้หาใช่เรื่องง่าย เพราะมันมีความสามารถในการแปลงกายได้อย่างแนบเนียนและแยบยล
ฝนตกบ่อย มาทายนิสัยจากสีร่มกัน ดีกว่า

ถ้าเลือกร่มสีแดง
แสดงว่าการที่คุณจะเลือกใครสักคนมาเป็นคนรัก คุณจะไม่เลือกเพียงเพราะว่าเค้ามีนิสัยใจคอตามที่คุณต้องการหรือเข้ากับคุณได้เท่านั้น แต่คุณยังคำนึงถึงรูปร่างหน้าตาอีกด้วยจะต้องหน้าตาดีอย่างที่คุณปรารถนาเรื่องรูปร่างก็สำคัญ คุณจะพิจารณาคนที่รูปร่างดี แข็งแรงเป็นพิเศษ เพราะสีแดงเป็นสีแห่งความร้อนแรง คุณยังให้ความสำคัญกับเรื่องบนเตียงด้วย ผู้ชายที่คุณชื่นชอบจะต้องตอบสนองความต้องการของคุณได้ดีเลิศ
ชอบร่มสีเขียว
แสดงว่าคุณจะชอบผู้ชายที่มีลักษณะความเป็นผู้นำโดยเด่นกว่าคนอื่นๆ พูดจาเก่ง ดี มีหลักการ สามารถโน้มน้าวจิตใจผู้คนรอบข้างได้ แถมยังต้องเป็นคนมีจิตใจดี มีน้ำใจ พร้อมที่จะช่วยเหลือผู้อื่นในยามที่ได้รับการร้องขอนอกจากนี้ชายหนุ่มคนนั้นก็จะต้องมีมนุษยสัมพันธ์ดี เข้ากับคนอื่นได้ง่ายด้วย เพื่อทดแทนที่คุณเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นยาก และขาดความมั่นใจในตัวเอง
ชอบร่มสีม่วง ชายหนุ่มที่จะมาเป็นแฟนสาวร่มสีม่วงจะต้องสมบูรณ์เพียบพร้อมในทุกด้าน หน้าตาอาจจะไม่ต้องหล่อเหลาปานพระเอกหนัง แต่จะต้องเป็นคนมีรสนิยมดี แต่งตัวดีมีระดับ ประมาณว่าควงไปไหนไม่อายเค้าแต่คุณสมบัติที่คุณจะเลือกเป็นอันดับแรกก็คือ จะต้องมีฐานะดี หรือหากไม่ถึงกับร่ำรวยคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด ก็ต้องพอมีพอใช้ไม่ขัดสน ส่วนผู้ชายประเภทจ๊นจนต้องอยู่ด้วยกันแบบกัดก้อนเกลือกิน...คุณไม่ชายตามองหรอก..
ชอบร่มสีน้ำเงิน
จะเป็นคนที่ปลื้มและคลั่งไคล้ผู้ชายที่เก่ง มีความรู้ ความสามารถสูง คุณชอบคนที่ทำอะไรก็ตามที่คุณไม่สามารถทำได้ รู้ในสิ่งที่คุณไม่รู้ เป็นที่ยอมรับของคนอื่น คุณจะรู้สึกว่าเค้าเป็นคนที่น่าสนใจ น่าค้นหามากส่วนคุณสมบัติอื่นๆ เป็นเรื่องรอง คุณไม่สนใจว่าเค้าจะหล่อหรือไม่ เอาแค่ไปวัดไปวาได้ก็พอ คุณไม่สนใจว่าเค้าจะเป็นคนโรแมนติกหรือไม่ แค่ขอให้เค้าเก่งเป็นพอ
ชอบร่มสีดำ
สีดำเป็นสีแห่งความหนักแน่น จริงจัง คุณจึงชอบชายหนุ่มที่จริงจังกับชีวิต ตั้งใจจริงกับสิ่งที่กระทำอยู่ไม่ว่าอะไรก็ตาม และผู้ชายคนนั้นจะต้องเข้มแข็ง กล้าหาญ เด็ดเดี่ยว กล้าพูดกล้าทำทุกสิ่ง สามารถปกป้องคุ้มครองคุณได้ว่าแต่วันนี้...คุณจะหยิบร่มสีไหนติดมือไปดี...??
ข้อมูลจากhttp://www.sanook.com/
วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
"อะไรบ้างที่เป็นนวัตกรรม"

อย่างที่ทราบกันดีว่าการจัดการเรียนการสอนในยุคปัจจุบันเน้นที่ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ เพราะฉะนั้นการสื่อสารกับผู้เรียนแล้ยวเกิดความเข้าใจเพื่อที่จะนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างถูกต้องได้จึงต้องนำนวัตกรรมทางการศึกษาเข้ามาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน ซึ่งนวัตกรรมทางการศึกษามีมากมายในยุคปัจุบันให้เราได้เลือกใช้ตัวอย่างเช่น
1. วิจัยในชั้นเรียน
2. คอพิวเตอร์ช่วยสอน
3.การเรียนการสอนผ่านดาวเทียม
4.อุปกรณ์เทคโนโลยีต่างเช่นโทรทัศน์ วิทยุ อินเตอร์เน็ต
นวัตกรรมการศึกษา คืออะไร?

“นวัตกรรม” หมายถึงความคิด การปฏิบัติ หรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ที่ยังไม่เคยมีใช้มาก่อน หรือเป็นการพัฒนาดัดแปลงมาจากของเดิมที่มีอยู่แล้ว ให้ทันสมัยและใช้ได้ผลดียิ่งขึ้น เมื่อนำ นวัตกรรมมาใช้จะช่วยให้การทำงานนั้นได้ผลดีมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงกว่าเดิม ทั้งยังช่วย ประหยัดเวลาและแรงงานได้ด้วย
“นวัตกรรม” (Innovation) มีรากศัพท์มาจาก innovare ในภาษาลาติน แปลว่า ทำสิ่งใหม่ขึ้นมา ความหมายของนวัตกรรมในเชิงเศรษฐศาสตร์คือ การนำแนวความคิดใหม่หรือการใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่แล้วมาใช้ในรูปแบบใหม่ เพื่อทำให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ หรือก็คือ ”การทำในสิ่งที่แตกต่างจากคนอื่น โดยอาศัยการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ (Change) ที่เกิดขึ้นรอบตัวเราให้กลายมาเป็นโอกาส (Opportunity) และถ่ายทอดไปสู่แนวความคิดใหม่ที่ทำให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและสังคม” แนวความคิดนี้ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดยจะเห็นได้จากแนวคิดของนักเศรษฐอุตสาหกรรม เช่น ผลงานของ Joseph Schumpeter ใน The Theory of Economic Development,1934 โดยจะเน้นไปที่การสร้างสรรค์ การวิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อันจะนำไปสู่การได้มาซึ่ง นวัตกรรมทางเทคโนโลยี (Technological Innovation) เพื่อประโยชน์ในเชิงพาณิชย์เป็นหลัก นวัตกรรมยังหมายถึงความสามารถในการเรียนรู้และนำไปปฎิบัติให้เกิดผลได้จริงอีกด้วย (พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ , Xaap.com)
คำว่า “นวัตกรรม” เป็นคำที่ค่อนข้างจะใหม่ในวงการศึกษาของไทย คำนี้ เป็นศัพท์บัญญัติของคณะกรรมการพิจารณาศัพท์วิชาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ มาจากภาษาอังกฤษว่า Innovation มาจากคำกริยาว่า innovate แปลว่า ทำใหม่ เปลี่ยนแปลงให้เกิดสิ่งใหม่ ในภาษาไทยเดิมใช้คำว่า “นวกรรม” ต่อมาพบว่าคำนี้มีความหมายคลาดเคลื่อน จึงเปลี่ยนมาใช้คำว่า นวัตกรรม (อ่านว่า นะ วัด ตะ กำ) หมายถึงการนำสิ่งใหม่ๆ เข้ามาเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมจากวิธีการที่ทำอยู่เดิม เพื่อให้ใช้ได้ผลดียิ่งขึ้น ดังนั้นไม่ว่าวงการหรือกิจการใด ๆ ก็ตาม เมื่อมีการนำเอาความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ เข้ามาใช้เพื่อปรับปรุงงานให้ดีขึ้นกว่าเดิมก็เรียกได้ว่าเป็นนวัตกรรม ของวงการนั้น ๆ เช่นในวงการศึกษานำเอามาใช้ ก็เรียกว่า “นวัตกรรมการศึกษา” (Educational Innovation) สำหรับผู้ที่กระทำ หรือนำความเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ มาใช้นี้ เรียกว่าเป็น “นวัตกร” (Innovator) (boonpan edt01.htm)
ทอมัส ฮิวช์ (Thomas Hughes) ได้ให้ความหมายของ “นวัตกรรม” ว่า เป็นการนำวิธีการใหม่ ๆ มาปฏิบัติหลังจากได้ผ่านการทดลองหรือได้รับการพัฒนามาเป็นขั้น ๆ แล้ว เริ่มตั้งแต่การคิดค้น (Invention) การพัฒนา (Development) ซึ่งอาจจะเป็นไปในรูปของ โครงการทดลองปฏิบัติก่อน (Pilot Project) แล้วจึงนำไปปฏิบัติจริง ซึ่งมีความแตกต่างไปจากการปฏิบัติเดิมที่เคยปฏิบัติมา (boonpan edt01.htm)
มอร์ตัน (Morton,J.A.) ให้ความหมาย “นวัตกรรม” ว่าเป็นการทำให้ใหม่ขึ้นอีกครั้ง(Renewal) ซึ่งหมายถึง การปรับปรุงสิ่งเก่าและพัฒนาศักยภาพของบุคลากร ตลอดจนหน่วยงาน หรือองค์การนั้น ๆ นวัตกรรม ไม่ใช่การขจัดหรือล้มล้างสิ่งเก่าให้หมดไป แต่เป็นการ ปรับปรุงเสริมแต่งและพัฒนา (boonpan edt01.htm)
ไชยยศ เรืองสุวรรณ (2521 : 14) ได้ให้ความหมาย “นวัตกรรม” ไว้ว่าหมายถึง วิธีการปฎิบัติใหม่ๆ ที่แปลกไปจากเดิมโดยอาจจะได้มาจากการคิดค้นพบวิธีการใหม่ๆ ขึ้นมาหรือมีการปรับปรุงของเก่าให้เหมาะสมและสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ได้รับการทดลอง พัฒนาจนเป็นที่เชื่อถือได้แล้วว่าได้ผลดีในทางปฎิบัติ ทำให้ระบบก้าวไปสู่จุดหมายปลายทางได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น
จรูญ วงศ์สายัณห์ (2520 : 37) ได้กล่าวถึงความหมายของ “นวัตกรรม” ไว้ว่า “แม้ในภาษาอังกฤษเอง ความหมายก็ต่างกันเป็น 2 ระดับ โดยทั่วไป นวัตกรรม หมายถึง ความพยายามใด ๆ จะเป็นผลสำเร็จหรือไม่ มากน้อยเพียงใดก็ตามที่เป็นไปเพื่อจะนำสิ่งใหม่ ๆ เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิธีการที่ทำอยู่เดิมแล้ว กับอีกระดับหนึ่งซึ่งวงการวิทยาศาสตร์แห่งพฤติกรรม ได้พยายามศึกษาถึงที่มา ลักษณะ กรรมวิธี และผลกระทบที่มีอยู่ต่อกลุ่มคนที่เกี่ยวข้อง คำว่า นวัตกรรม มักจะหมายถึง สิ่งที่ได้นำความเปลี่ยนแปลงใหม่เข้ามาใช้ได้ผลสำเร็จและแผ่กว้างออกไป จนกลายเป็นการปฏิบัติอย่างธรรมดาสามัญ (บุญเกื้อ ควรหาเวช , 2543)
นวัตกรรม แบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 มีการประดิษฐ์คิดค้น (Innovation) หรือเป็นการปรุงแต่งของเก่าให้เหมาะสมกับกาลสมัย ระยะที่ 2 พัฒนาการ (Development) มีการทดลองในแหล่งทดลองจัดทำอยู่ในลักษณะของโครงการทดลองปฏิบัติก่อน (Pilot Project) ระยะที่ 3 การนำเอาไปปฏิบัติในสถานการณ์ทั่วไป ซึ่งจัดว่าเป็นนวัตกรรมขั้นสมบูรณ์
i ความหมายของนวัตกรรมการศึกษา
"นวัตกรรมการศึกษา (Educational Innovation )" หมายถึง นวัตกรรมที่จะช่วยให้การศึกษา และการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ผู้เรียนสามารถเกิดการเรียนรู้อย่างรวดเร็วมีประสิทธิผลสูงกว่าเดิม เกิดแรงจูงใจในการเรียนด้วยนวัตกรรมการศึกษา และประหยัดเวลาในการเรียนได้อีกด้วย ในปัจจุบันมีการใช้นวัตกรรมการศึกษามากมายหลายอย่าง ซึ่งมีทั้งนวัตกรรมที่ใช้กันอย่างแพร่หลายแล้ว และประเภทที่กำลังเผยแพร่ เช่น การเรียนการสอนที่ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Aids Instruction) การใช้แผ่นวิดีทัศน์เชิงโต้ตอบ (Interactive Video) สื่อหลายมิติ ( Hypermedia ) และอินเทอร์เน็ต [Internet] เหล่านี้ เป็นต้น (วารสารออนไลน์ บรรณปัญญา.htm)
“นวัตกรรมทางการศึกษา” (Educational Innovation) หมายถึง การนำเอาสิ่งใหม่ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปของความคิดหรือการกระทำ รวมทั้งสิ่งประดิษฐ์ก็ตามเข้ามาใช้ในระบบการศึกษา เพื่อมุ่งหวังที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่มีอยู่เดิมให้ระบบการจัดการศึกษามีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทำให้ผู้เรียนสามารถเกิดการเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วเกิดแรงจูงใจในการเรียน และช่วยให้ประหยัดเวลาในการเรียน เช่น การสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน การใช้วีดิทัศน์เชิงโต้ตอบ(Interactive Video) สื่อหลายมิติ (Hypermedia) และอินเตอร์เน็ต เหล่านี้เป็นต้น
“นวัตกรรม” (Innovation) มีรากศัพท์มาจาก innovare ในภาษาลาติน แปลว่า ทำสิ่งใหม่ขึ้นมา ความหมายของนวัตกรรมในเชิงเศรษฐศาสตร์คือ การนำแนวความคิดใหม่หรือการใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่แล้วมาใช้ในรูปแบบใหม่ เพื่อทำให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ หรือก็คือ ”การทำในสิ่งที่แตกต่างจากคนอื่น โดยอาศัยการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ (Change) ที่เกิดขึ้นรอบตัวเราให้กลายมาเป็นโอกาส (Opportunity) และถ่ายทอดไปสู่แนวความคิดใหม่ที่ทำให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและสังคม” แนวความคิดนี้ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดยจะเห็นได้จากแนวคิดของนักเศรษฐอุตสาหกรรม เช่น ผลงานของ Joseph Schumpeter ใน The Theory of Economic Development,1934 โดยจะเน้นไปที่การสร้างสรรค์ การวิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อันจะนำไปสู่การได้มาซึ่ง นวัตกรรมทางเทคโนโลยี (Technological Innovation) เพื่อประโยชน์ในเชิงพาณิชย์เป็นหลัก นวัตกรรมยังหมายถึงความสามารถในการเรียนรู้และนำไปปฎิบัติให้เกิดผลได้จริงอีกด้วย (พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ , Xaap.com)
คำว่า “นวัตกรรม” เป็นคำที่ค่อนข้างจะใหม่ในวงการศึกษาของไทย คำนี้ เป็นศัพท์บัญญัติของคณะกรรมการพิจารณาศัพท์วิชาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ มาจากภาษาอังกฤษว่า Innovation มาจากคำกริยาว่า innovate แปลว่า ทำใหม่ เปลี่ยนแปลงให้เกิดสิ่งใหม่ ในภาษาไทยเดิมใช้คำว่า “นวกรรม” ต่อมาพบว่าคำนี้มีความหมายคลาดเคลื่อน จึงเปลี่ยนมาใช้คำว่า นวัตกรรม (อ่านว่า นะ วัด ตะ กำ) หมายถึงการนำสิ่งใหม่ๆ เข้ามาเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมจากวิธีการที่ทำอยู่เดิม เพื่อให้ใช้ได้ผลดียิ่งขึ้น ดังนั้นไม่ว่าวงการหรือกิจการใด ๆ ก็ตาม เมื่อมีการนำเอาความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ เข้ามาใช้เพื่อปรับปรุงงานให้ดีขึ้นกว่าเดิมก็เรียกได้ว่าเป็นนวัตกรรม ของวงการนั้น ๆ เช่นในวงการศึกษานำเอามาใช้ ก็เรียกว่า “นวัตกรรมการศึกษา” (Educational Innovation) สำหรับผู้ที่กระทำ หรือนำความเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ มาใช้นี้ เรียกว่าเป็น “นวัตกร” (Innovator) (boonpan edt01.htm)
ทอมัส ฮิวช์ (Thomas Hughes) ได้ให้ความหมายของ “นวัตกรรม” ว่า เป็นการนำวิธีการใหม่ ๆ มาปฏิบัติหลังจากได้ผ่านการทดลองหรือได้รับการพัฒนามาเป็นขั้น ๆ แล้ว เริ่มตั้งแต่การคิดค้น (Invention) การพัฒนา (Development) ซึ่งอาจจะเป็นไปในรูปของ โครงการทดลองปฏิบัติก่อน (Pilot Project) แล้วจึงนำไปปฏิบัติจริง ซึ่งมีความแตกต่างไปจากการปฏิบัติเดิมที่เคยปฏิบัติมา (boonpan edt01.htm)
มอร์ตัน (Morton,J.A.) ให้ความหมาย “นวัตกรรม” ว่าเป็นการทำให้ใหม่ขึ้นอีกครั้ง(Renewal) ซึ่งหมายถึง การปรับปรุงสิ่งเก่าและพัฒนาศักยภาพของบุคลากร ตลอดจนหน่วยงาน หรือองค์การนั้น ๆ นวัตกรรม ไม่ใช่การขจัดหรือล้มล้างสิ่งเก่าให้หมดไป แต่เป็นการ ปรับปรุงเสริมแต่งและพัฒนา (boonpan edt01.htm)
ไชยยศ เรืองสุวรรณ (2521 : 14) ได้ให้ความหมาย “นวัตกรรม” ไว้ว่าหมายถึง วิธีการปฎิบัติใหม่ๆ ที่แปลกไปจากเดิมโดยอาจจะได้มาจากการคิดค้นพบวิธีการใหม่ๆ ขึ้นมาหรือมีการปรับปรุงของเก่าให้เหมาะสมและสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ได้รับการทดลอง พัฒนาจนเป็นที่เชื่อถือได้แล้วว่าได้ผลดีในทางปฎิบัติ ทำให้ระบบก้าวไปสู่จุดหมายปลายทางได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น
จรูญ วงศ์สายัณห์ (2520 : 37) ได้กล่าวถึงความหมายของ “นวัตกรรม” ไว้ว่า “แม้ในภาษาอังกฤษเอง ความหมายก็ต่างกันเป็น 2 ระดับ โดยทั่วไป นวัตกรรม หมายถึง ความพยายามใด ๆ จะเป็นผลสำเร็จหรือไม่ มากน้อยเพียงใดก็ตามที่เป็นไปเพื่อจะนำสิ่งใหม่ ๆ เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิธีการที่ทำอยู่เดิมแล้ว กับอีกระดับหนึ่งซึ่งวงการวิทยาศาสตร์แห่งพฤติกรรม ได้พยายามศึกษาถึงที่มา ลักษณะ กรรมวิธี และผลกระทบที่มีอยู่ต่อกลุ่มคนที่เกี่ยวข้อง คำว่า นวัตกรรม มักจะหมายถึง สิ่งที่ได้นำความเปลี่ยนแปลงใหม่เข้ามาใช้ได้ผลสำเร็จและแผ่กว้างออกไป จนกลายเป็นการปฏิบัติอย่างธรรมดาสามัญ (บุญเกื้อ ควรหาเวช , 2543)
นวัตกรรม แบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 มีการประดิษฐ์คิดค้น (Innovation) หรือเป็นการปรุงแต่งของเก่าให้เหมาะสมกับกาลสมัย ระยะที่ 2 พัฒนาการ (Development) มีการทดลองในแหล่งทดลองจัดทำอยู่ในลักษณะของโครงการทดลองปฏิบัติก่อน (Pilot Project) ระยะที่ 3 การนำเอาไปปฏิบัติในสถานการณ์ทั่วไป ซึ่งจัดว่าเป็นนวัตกรรมขั้นสมบูรณ์
i ความหมายของนวัตกรรมการศึกษา
"นวัตกรรมการศึกษา (Educational Innovation )" หมายถึง นวัตกรรมที่จะช่วยให้การศึกษา และการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ผู้เรียนสามารถเกิดการเรียนรู้อย่างรวดเร็วมีประสิทธิผลสูงกว่าเดิม เกิดแรงจูงใจในการเรียนด้วยนวัตกรรมการศึกษา และประหยัดเวลาในการเรียนได้อีกด้วย ในปัจจุบันมีการใช้นวัตกรรมการศึกษามากมายหลายอย่าง ซึ่งมีทั้งนวัตกรรมที่ใช้กันอย่างแพร่หลายแล้ว และประเภทที่กำลังเผยแพร่ เช่น การเรียนการสอนที่ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Aids Instruction) การใช้แผ่นวิดีทัศน์เชิงโต้ตอบ (Interactive Video) สื่อหลายมิติ ( Hypermedia ) และอินเทอร์เน็ต [Internet] เหล่านี้ เป็นต้น (วารสารออนไลน์ บรรณปัญญา.htm)
“นวัตกรรมทางการศึกษา” (Educational Innovation) หมายถึง การนำเอาสิ่งใหม่ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปของความคิดหรือการกระทำ รวมทั้งสิ่งประดิษฐ์ก็ตามเข้ามาใช้ในระบบการศึกษา เพื่อมุ่งหวังที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่มีอยู่เดิมให้ระบบการจัดการศึกษามีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทำให้ผู้เรียนสามารถเกิดการเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วเกิดแรงจูงใจในการเรียน และช่วยให้ประหยัดเวลาในการเรียน เช่น การสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน การใช้วีดิทัศน์เชิงโต้ตอบ(Interactive Video) สื่อหลายมิติ (Hypermedia) และอินเตอร์เน็ต เหล่านี้เป็นต้น
เทคโนโลยีการศึกษา คืออะไร?

เทคโนโลยีทางการศึกษา (Educational Technology) ตามรูปศัพท์ เทคโน (วิธีการ) + โลยี(วิทยา) หมายถึง ศาสตร์ที่ว่าด้วยวิธีการทางการศึกษา ครอบคลุมระบบการนำวิธีการ มาปรับปรุงประสิทธิภาพของการศึกษาให้สูงขึ้นเทคโนโลยีทางการศึกษาครอบคลุมองค์ประกอบ 3 ประการ คือ วัสดุ อุปกรณ์ และวิธีการ (boonpan edt01.htm)
สภาเทคโนโลยีทางการศึกษานานาชาติได้ให้คำจำกัดความของ เทคโนโลยีทางการศึกษา ว่าเป็นการพัฒนาและประยุกต์ระบบเทคนิคและอุปกรณ์ ให้สามารถนำมาใช้ในสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม เพื่อสร้างเสริมกระบวนการเรียนรู้ของคนให้ดียิ่งขึ้น (boonpan edt01.htm)
ดร.เปรื่อง กุมุท ได้กล่าวถึงความหมายของเทคโนโลยีการศึกษาว่า เป็นการขยายขอบข่ายของการใช้สื่อการสอน ให้กว้างขวางขึ้นทั้งในด้านบุคคล วัสดุเครื่องมือ สถานที่ และกิจกรรมต่างๆในกระบวนการเรียนการสอน (boonpan edt01.htm)
Edgar Dale กล่าวว่า เทคโนโลยีทางการศึกษา ไม่ใช่เครื่องมือ แต่เป็นแผนการหรือวิธีการทำงานอย่างเป็นระบบ ให้บรรลุผลตามแผนการ (boonpan edt01.htm)
นอกจากนี้เทคโนโลยีทางการศึกษา เป็นการขยายแนวคิดเกี่ยวกับโสตทัศนศึกษา ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ทั้งนี้ เนื่องจากโสตทัศนศึกษาหมายถึง การศึกษาเกี่ยวกับการใช้ตาดูหูฟัง ดังนั้นอุปกรณ์ในสมัยก่อนมักเน้นการใช้ประสาทสัมผัส ด้านการฟังและการดูเป็นหลัก จึงใช้คำว่าโสตทัศนอุปกรณ์ เทคโนโลยีทางการศึกษา มีความหมายที่กว้างกว่า ซึ่งอาจจะพิจารณาจาก ความคิดรวบยอดของเทคโนโลยีได้เป็น 2 ประการ คือ
สภาเทคโนโลยีทางการศึกษานานาชาติได้ให้คำจำกัดความของ เทคโนโลยีทางการศึกษา ว่าเป็นการพัฒนาและประยุกต์ระบบเทคนิคและอุปกรณ์ ให้สามารถนำมาใช้ในสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม เพื่อสร้างเสริมกระบวนการเรียนรู้ของคนให้ดียิ่งขึ้น (boonpan edt01.htm)
ดร.เปรื่อง กุมุท ได้กล่าวถึงความหมายของเทคโนโลยีการศึกษาว่า เป็นการขยายขอบข่ายของการใช้สื่อการสอน ให้กว้างขวางขึ้นทั้งในด้านบุคคล วัสดุเครื่องมือ สถานที่ และกิจกรรมต่างๆในกระบวนการเรียนการสอน (boonpan edt01.htm)
Edgar Dale กล่าวว่า เทคโนโลยีทางการศึกษา ไม่ใช่เครื่องมือ แต่เป็นแผนการหรือวิธีการทำงานอย่างเป็นระบบ ให้บรรลุผลตามแผนการ (boonpan edt01.htm)
นอกจากนี้เทคโนโลยีทางการศึกษา เป็นการขยายแนวคิดเกี่ยวกับโสตทัศนศึกษา ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ทั้งนี้ เนื่องจากโสตทัศนศึกษาหมายถึง การศึกษาเกี่ยวกับการใช้ตาดูหูฟัง ดังนั้นอุปกรณ์ในสมัยก่อนมักเน้นการใช้ประสาทสัมผัส ด้านการฟังและการดูเป็นหลัก จึงใช้คำว่าโสตทัศนอุปกรณ์ เทคโนโลยีทางการศึกษา มีความหมายที่กว้างกว่า ซึ่งอาจจะพิจารณาจาก ความคิดรวบยอดของเทคโนโลยีได้เป็น 2 ประการ คือ
1. ความคิดรวบยอดทางวิทยาศาสตร์กายภาพ ตามความคิดรวบยอดนี้ เทคโนโลยีทางการศึกษาหมายถึง การประยุกต์วิทยาศาสตร์กายภาพ ในรูปของสิ่งประดิษฐ์ เช่น เครื่องฉายภาพยนตร์ โทรทัศน์ ฯลฯ มาใช้สำหรับการเรียนรู้ของนักเรียนเป็นส่วนใหญ่ การใช้เครื่องมือเหล่านี้ มักคำนึงถึงเฉพาะการควบคุมให้เครื่องทำงาน มักไม่คำนึงถึงจิตวิทยาการเรียนรู้ โดยเฉพาะเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล และการเลือกสื่อให้ตรงกับเนื้อหาวิชา ความหมายของเทคโนโลยีทางการศึกษา ตามความคิดรวบยอดนี้ ทำให้บทบาทของเทคโนโลยีทางการศึกษาแคบลงไป คือมีเพียงวัสดุ และอุปกรณ์เท่านั้น ไม่รวมวิธีการ หรือปฏิกิริยาสัมพันธ์อื่น ๆ เข้าไปด้วย ซึ่งตามความหมายนี้ก็คือ "โสตทัศนศึกษา" นั่นเอง
2. ความคิดรวบยอดทางพฤติกรรมศาสตร์ เป็นการนำวิธีการทางจิตวิทยา มนุษยวิทยา กระบวนการกลุ่ม ภาษา การสื่อความหมาย การบริหาร เครื่องยนต์กลไก การรับรู้มาใช้ควบคู่กับผลิตกรรมทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม เพื่อให้ผู้เรียน เปลี่ยนพฤติกรรมการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นมิใช่เพียงการใช้เครื่องมืออุปกรณ์เท่านั้น แต่รวมถึงวิธีการทางวิทยาศาสตร์เข้าไปด้วย มิใช่วัสดุ หรืออุปกรณ์ แต่เพียงอย่างเดียว (boonpan edt01.htm)
เป้าหมายของเทคโนโลยีการศึกษา
1. การขยายพิสัยของทรัพยากรของการเรียนรู้ กล่าวคือ แหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ มิได้หมายถึงแต่เพียงตำรา ครู และอุปกรณ์การสอน ที่โรงเรียนมีอยู่เท่านั้น แนวคิดทางเทคโนโลยีทางการศึกษา ต้องการให้ผู้เรียนมีโอกาสเรียนจากแหล่งความรู้ที่กว้างขวางออกไปอีก แหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ครอบคลุมถึงเรื่องต่างๆ เช่น
เป้าหมายของเทคโนโลยีการศึกษา
1. การขยายพิสัยของทรัพยากรของการเรียนรู้ กล่าวคือ แหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ มิได้หมายถึงแต่เพียงตำรา ครู และอุปกรณ์การสอน ที่โรงเรียนมีอยู่เท่านั้น แนวคิดทางเทคโนโลยีทางการศึกษา ต้องการให้ผู้เรียนมีโอกาสเรียนจากแหล่งความรู้ที่กว้างขวางออกไปอีก แหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ครอบคลุมถึงเรื่องต่างๆ เช่น
1.1 คน คนเป็นแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ที่สำคัญซึ่งได้แก่ ครู และวิทยากรอื่น ซึ่งอยู่นอกโรงเรียน เช่น เกษตรกร ตำรวจ บุรุษไปรษณีย์ เป็นต้น
1.2 วัสดุและเครื่องมือ ได้แก่ โสตทัศนวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น ภาพยนตร์ วิทยุ โทรทัศน์ เครื่องวิดีโอเทป ของจริงของจำลองสิ่งพิมพ์ รวมไปถึงการใช้สื่อมวลชนต่างๆ
1.3 เทคนิค-วิธีการ แต่เดิมนั้นการเรียนการสอนส่วนมาก ใช้วิธีให้ครูเป็นคนบอกเนื้อหา แก่ผู้เรียนปัจจุบันนั้น เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองได้มากที่สุด ครูเป็นเพียง ผู้วางแผนแนะแนวทางเท่านั้น
1.4 สถานที่ อันได้แก่ โรงเรียน ห้องปฏิบัติการทดลอง โรงฝึกงาน ไร่นา ฟาร์ม ที่ทำการรัฐบาล ภูเขา แม่น้ำ ทะเล หรือสถานที่ใด ๆ ที่ช่วยเพิ่มประสบการณ์ที่ดีแก่ผู้เรียนได้
2. การเน้นการเรียนรู้แบบเอกัตบุคคล ถึงแม้นักเรียนจะล้นชั้น และกระจัดกระจาย ยากแก่การจัดการศึกษาตามความแตกต่างระหว่างบุคคลได้ นักการศึกษาและนักจิตวิทยาได้พยายามคิด หาวิธีนำเอาระบบการเรียนแบบตัวต่อตัวมาใช้ แต่แทนที่จะใช้ครูสอนนักเรียนทีละคน เขาก็คิด ‘แบบเรียนโปรแกรม’ ซึ่งทำหน้าที่สอน ซึ่งเหมือนกับครูมาสอน นักเรียนจะเรียนด้วยตนเอง จากแบบเรียนด้วยตนเองในรูปแบบเรียนเป็นเล่ม หรือเครื่องสอนหรือสื่อประสมหลายๆ อย่าง จะเรียนช้าหรือเร็วก็ทำได้ตามความสามารถของผู้เรียนแต่ละคน 3. การใช้วิธีวิเคราะห์ระบบในการศึกษา การใช้วิธีระบบ ในการปฏิบัติหรือแก้ปัญหา เป็นวิธีการที่เป็นวิทยาศาสตร์ ที่เชื่อถือได้ว่าจะสามารถแก้ปัญหา หรือช่วยให้งานบรรลุเป้าหมายได้ เนื่องจากกระบวนการของวิธีระบบ เป็นการวิเคราะห์องค์ประกอบของงานหรือของระบบ อย่างมีเหตุผล หาทางให้ส่วนต่าง ๆ ของระบบทำงาน ประสานสัมพันธ์กันอย่างมีประสิทธิภาพ 4. พัฒนาเครื่องมือ-วัสดุอุปกรณ์ทางการศึกษา วัสดุและเครื่องมือต่าง ๆ ที่ใช้ในการศึกษา หรือการเรียนการสอนปัจจุบันจะต้องมีการพัฒนา ให้มีศักยภาพ หรือขีดความสามารถในการทำงานให้สูงยิ่งขึ้นไปอีก
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)